2017年8月27日日曜日

สัญญา......ตอนเช้ามืด

"แม่คะ มดไปใส่บาตรก่อน เดี๋ยวกลับมานะ"

แล้วก็ถือถุงข้าวสวย และกับข้าว ขนมหวานที่แม่เตรียมให้
เดินออกจากบ้านไปคอยพระจากวัดต่าง ๆ รอบบ้านแถวนั้น
บ้านมดอยู่ใกล้กับ"อนุสาวรีย์สามกษัตริย์"มีวัดอยู่รายรอบ
มีพระหลายรูปเดินผ่านเสมอทั้งขาไปและกลับ..
มดถอดรองเท้า ใส่บาตรด้วยปัจจัยที่เตรียมไว้จนถึงพระสงฆ์รูปสุดท้าย

"ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลให้กับ คนงานก่อสร้างเสียชีวิตในบริษัทข้าพเจ้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อได้รับส่วนบุญนี้แล้วขอให้ไปสู่สุคติ อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันอีกเลย"

รู้สึกโล่งในอก
"ฉันทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ตามสัญญาแล้ว อย่าทำให้เขาบาดเจ็บมากกว่านี้อีกเลยนะ "
แล้วก็เก็บภาชนะเดินเข้าบ้าน....

วันศุกร์ที่แล้ว..
หลังจากที่ได้สังเกตุอาการช้ำที่หน้าผาก ประธานชาวญี่ปุ่น มาหลายวัน
แต่ดูวันนั้น อาการช้ำดูบวมเบ่ง ช้ำเลือด ขยายเป็นบริเวณกว้างมากขึ้นจนน่ากลัว
จนต้องเอ่ยปากถาม..

"社長 御でこどうしましたか?" ประธานคะหน้าผากเป็นอะไรคะ?
"垂れてた とても痛い"       มันบวม เจ็บมาก ๆ
"どうして?何処かでぶつかりましたか" ทำไมคะ ไปโดนอะไรที่ไหนมาหรือคะ?
"うん・・毎朝、そこに通ると、その木に当たっちゃうんだよ" เออ...ทุกเช้า ตอนเดินผ่านที่นั่นจะชนกับไม้นั่นทุกทีน่ะ

ประธานมักมาถึงบริษัทแต่เช้า เพื่อเดินดูผลงานของวานนี้ก่อนพนักงานเสมอ

มดมีหน้าที่สารพัดในบริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้ บริษัทผลิตกรอบหลุยส์ส่งออกยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ
มดรับผิดชอบกระบวนการสุดท้าย คือตกแต่งกรอบ เช็คคุณภาพก่อนประกอบ จนเพคกิ้ง วัน ๆ อยู่ในชุดเอี๊ยมมือและเล็บดำปี๋ หน้าตาก็มอมแมม เสื้อผ้าเปื้อนทั้งฝุ่น สี เลคเกอร์ แชล็ค บวกแป้งติดจนเป็นคราบแข็ง ๆ กลับบ้านแบบนี้ทุกวัน บริษัทตอนนั้นคนงานยังไม่ชินต้องสอนเทคนิค ใช้แป้งสี พ่นกาว แชล็คเคลือบด้วยปืนพ่นต่าง ๆ มากมายทุกวัน ตามทักษะที่ได้เรียนรู้ตอนไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นคราวนั้น
  หนักกว่านั้นมดยังทำหน้าที่พนักงานขับรถ ล่าม และช่างถ่ายรูป พนักงานต้อนรับ ฯลฯ สารพัด
เพราะทำงานได้หลากหลายเลยทำให้ต้องใกล้ชิด ติดต่อปรึกษาหารืองานกับประธานบริษัทมากเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ

ตอนนั้นบริษัทเรา กำลังสร้างอาคาร 2 ชั้นเพิ่ม  ช่วงนั้นมีการผลิตในอาคารหลังแรกอยู่แต่ไม่มากมายนัก และได้ข่าวว่าในวันหยุดได้มีคนงานชายตกลงมาจากชั้น 2 เสียชีวิต สาเหตุเพราะใส่รองเท้าแตะเปียกน้ำ ทำให้ลื่นพลัดตกลงมา ศีรษะกระแทกพื้นเสียชีวิตทันที
สัปดาห์ที่ผ่านมา คนงานก่อสร้างจึงทำไม้กั้นขวางไว้เพื่อไม่ให้ใครผ่านหรือเดินข้าม เพราะเป็นจุดที่คนงานชายเสียชีวิต(ได้ยินว่าคนไทยเราถือว่าจิตเขายังตกอยู่ที่เสียชีวิตนั้น จึงไม่ให้ใครเดินข้าม)
แต่มาคิดดูว่าช่องเสาอาคารเรียงกันตั้งสิบกว่าช่อง มีช่องสุดท้ายช่องเดียวที่มีไม้พาดขวางไว้
แต่ประธานก็ไม่เดินผ่านช่องอื่น นอกจากช่องที่มีไม้กั้นไว้ช่องนี้ ในทุก ๆ เช้า

มดซักต่อเรื่อย ๆ ถึงรู้ว่า
รอยบวมที่หน้าผากที่ปูดมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เพราะ เขามักเดินก้มศีรษะลอดผ่านไม้ที่กั้นไว้ แต่ก้มไม่พ้น 
หน้าผากเลยกระแทกโดนไม้ทุกวันร่วมอาทิตย์หนึ่งแล้ว

 "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเดินผ่านตรงนั้น พอจะก้มลงก็ลอดก็ไม่พ้น หน้าผากจะต้องชนกับไม้นั่นทุกที" 

ได้ยินแล้วก็ให้รู้สึกสงสาร มิน่าเล่า เพราะเดินผ่านที่ช่องนี้เป็นอาทิตย์ หน้าผากเลยชนที่เดียวจน บวม ปูด แดง ขึ้นเรื่อย ๆ

เวลามีเรื่องหลอนในจิตแบบนี้มดมักเงียบไว้ ไม่ได้พูดคุยหารือกับเพื่อนร่วมงานแม้แต่คนเดียว
เพียงหลังเสร็จงานวันนั้นมดโทรบอกแม่เตรียมของใส่บาตรเอาไว้ให้ และ เย็นวันนั้นก่อนจะขับรถพาเพื่อน ๆ กลับเข้าเชียงใหม่กัน
มดเดินไปยังจุดเกิดเหตุ ตรงช่องที่มีไม้กั้นขวางอยู่ มองจุดที่เขาเสียชีวิตได้สัญญากับจิตของเขา ณ.ตรงนั้น โดยมากจะตั้งจิตให้ นิ่ง ๆ หายใจลึก ๆ ยืน หลับตาเอาใจตั้งมั่นที่ตรงนั้นแล้วพูดกับเขาในใจ ซึ่งเป็นใครก็ไม่ได้รู้จักชื่อเขาเพราะคนงานรับเหมาก่อสร้างมีเยอะมาก เขาอาจเคยเห็นมดแต่มดไม่รู้หรอกว่าเขาคือใคร

"ขอให้ไปสู่สุคติ อย่าทำร้ายประธานให้บาดเจ็บแบบนี้เลย เขาอายุมากแล้ว..เขามาสร้างงานให้กับคนบ้านเรา วันพรุ่งนี้ก็วันเสาร์จะตื่นตี 5 ใส่บาตร อุทิศส่วนกุศลไปให้นะ"


"ง่วง.ง่วงมาก..วานนี้เลิกงานกว่าจะถึงบ้านก็ตั้ง 4 ทุ่ม พรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์ ขอเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้นะ"....
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด...... ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด.......... ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด.............

"อื่อออออ....." แล้วก็เอื้อมมือกดปิดเสียงนาฬิกา ที่ตั้งปลุกไว้ก่อน ตี 5   15 นาที

มดนึกขอผลัดผ่อนกับเขาในใจ เพราะปกติวันหยุดแบบนี้มักเพลียตื่นเอา 10 โมงเช้าก็ยังมี

แต่อีกราว 5 นาทีต่อมา          "กริ๊งงงงงงงง กริ๊งงงงงงงงงงง"    "กริ๊งงงงงงงง กริ๊งงงงงงงงงงง"

เสียงของโทรศัพท์ตรง กลางบ้าน ก็ดังขึ้นไม่หยุด

"โอ๊ยยยยย ตีสี่ตีห้านี่นะ...ใครโทรมา.....หนวกหู..."

ห้องของมดอยู่ติดกับบันไดชั้นสอง และอยู่ใกล้โทรศัพท์มากกว่าห้องอื่น ๆ ในบ้าน
คิดแล้วก็ต้องลุกจากเตียง เดินออกจากห้อง ไปรับสาย..

มด : ฮัลโล
สาย:・・・・(เงียบ)
มด  :ฮัลโล ๆ
สาย:・・・・(เงียบ)
มด : ใครคะ?? ฮัลโล ๆ 
สาย:・・・・(เงียบ)

เริ่มฉุนขึ้นมานิด ๆ  ใครกัน มีธุระอะไรจะโทรมาแต่เช้ามืด แกล้งกันหรือเปล่า ไม่มีมารยาทไม่พอ ไม่คุยอีก
นี่ฉันต้องลุกขึ้นไปรับสาย ทั้งที่ยังเพลียอยู่เลยนะ..

แต่พอได้หงุดหงิด ตาก็สว่าง ... เหลือบมองนาฬิกาก็เห็นว่ายังอีก 10 นาทีก็จะตี 5

"เอาละ ไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว ลุก!  ไปใส่บาตรละกัน..."

หลังจากกลับเข้าบ้าน จัดการกับกิจวัตรประจำวันแล้วก็มานั่งคิด
อืม...ไม่รู้ว่า ใครโทรมาที่บ้านตอนก่อนตี 5  แต่มดคิดว่าไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์จากใคร แต่เสียงกริ่งนั้นก็ปลุกมดให้ลุกขึ้น ตาสว่างได้ ไม่พอยังช่วยให้มด


 ไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับคนงานตอนเย็นวานนี้ ไปใส่บาตรได้ตอนตี 5 เป๊ะ ซะด้วยสิ 

เรื่องของวันเสาร์เช้ามืดทำให้มดเริ่มรู้สึกสนใจ ที่จะสอบถามถึงคนงานกับเรื่องราวการเสียชีวิต และรู้ว่าพิธีศพของเขายังอยู่ที่วัดด้านหลังกำแพงบริษัทซึ่งไม่ได้ไกลจากบริษัทเลย มดไปที่วัดกับเพื่อนสองสามคนหลังทานกลางวัน วันนั้น
แล้วก็ได้รู้ว่าคนงานชายคนนี้มีทั้งภรรยา น้องชาย และลูกยังเล็ก ตามมาทำงานกับเขาจากภาคอีสาน
เมื่อได้ไหว้ศพและทำบุญให้  แล้วได้พูดคุยกับภรรยาที่เล่าไปด้วยร้องไห้ไปด้วย รู้สึกถึงความลำบาก ไม่มีรายได้ และขาดหัวหน้าครอบครัว มดแนะนำงานที่บริษัทของเราให้เขาหลังจากนั้น

มาวันนี้จึงได้รู้ว่า เหตุผลที่ต้องทำให้ประธานบาดเจ็บนั่นก็อาจเพราะด้วยสาเหตุ
ของจิตที่เต็มไปด้วย"ความห่วง"และต้องการช่วยเหลือครอบครัวของเขา  
ซึ่งถ้าเขาทำกับคนอื่น ๆ  บาดเจ็บ มดคงไม่ได้สนใจมากนัก  ความได้ผลไม่เท่ากับกระทำกับประธานที่เคารพเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง หลังจากวันนั้นก็ไม่มีเรื่องใดกับประธาน 
และรอยบวมที่หน้าผากก็ยุบหายไวและไร้ร่องรอยอีกด้วยสิ




2016年2月4日木曜日

"เนียน" ตอนแรก


 
"มดไง มดไง...."

จูนบอกเพื่อนในห้อง 5/7 หลังพักเที่ยง ห้องภาษาฝรั่งเศสเรากำลังตกลงกันว่าจะพารุ่นน้องไปรับน้องที่ไหนสักที่
โดยเลือกสถานที่ที่"ไม่ไกลนัก" มีปัญหาเรื่อง ทั้งรถพาน้อง ๆ และเพื่อน ๆ ราว 14-15 คน และคนขับรถ
มด..หรือ? อุย..... ใจแป๊ว....ทำหน้าอย่างไรไม่รู้ได้
จริงแล้ว..ตั้งสติรู้ว่า...สะดุ้งสุดขีดแหละคง.."ตีหน้าตาย" แน่ ๆ ตอนนั้น

ที่รู้สึกเสียวสันหลังแบบไม่เคยเป็นมาก่อน 
 
วันที่จูนเดินแวะเข้ามาที่บ้าน
"ไหนมามด???" 
คำถามเย็นวันนั้น!!...

มดอยู่ท่ามกลางพี่ ๆ ผู้ชาย และมักถูกปฏิเสธ เวลาอยากทำอะไรบ้างตามพี่ ๆ เขา
นี่ก็ได้แต่เห็นพ่อ สอนพี่พี่ขับรถ เอารถไปขับรอบสนามฟุตบอลในศาลากลางจังหวัด(สามกษัตริย์ ปัจจุบัน)
พ่อง่ะ!! ไม่เห็นสอนมดเลย..ได้แต่ "ลอบสังเกตุ" เชนเกียร์ เวลาพ่อขับ  จนพี่ ๆ เค้าก็ขับไปไหนต่อไหนกันแล้ว เป็นกันหมดแล้ว ถูกทิ้งให้เรียนรู้เองแบบนี้ทุกที  เอาง่าย ๆ หัดขี่จักรยาน ขี่สามล้อ ขี่มอเตอร์ไซต์ยังหัดด้วยกัน เค้าทิ้งกันไปเก่งกันหมด ทีรถยนต์ไม่สอนเรียนไม่ทันพี่มั่งเลย.  ยิ่ง.ห้าม.ยิ่งอยากเป็น
  "จังหวะพี่เผลอ" คือเวลาทอง มดคว้ากุญแจ...เรื่อยมา ไม่มีใครอยู่..วันนี้พี่เอากะบะออก
ฉวย ดัสสันซันนี่ ดีที่มันคันเล็กอยู่หรอก
 ทดลองเปลี่ยนเกียร์ก่อน  1 2 3 4 หมุนกุญแจ สต๊าท..เลียครัช   ติด ๆ ดับ ๆ อยู่พอควร แล้วก็ ออกไปมันตรง ๆ แล้วที่ยากนิดหนึ่ง...ตรง เกียร์ถอย
                                           
                                              ถอยเข้าแล้วก็ถอยออก.. ถอยเข้าแล้วก็ถอยออก....
                                                      ก็..วันที่จูนมาหาที่บ้านเย็นวันนั้นแหละ!!!!

"..ตลาด..."

ปากเอ๋ย ปาก..ความคิดเล่น ๆ ตอนนั้นมันทำเอาเหงื่อตกวันนี้...
เพื่อนในห้อง เยอะดิ.....เวรกรรม ดำขาว เอาไงดี???....

"มดไง มดขับรถได้ มีกะบะด้วย..."
"ใช่ไม๊? ใช่ไม๊?.."
"น้ำตกแม่สา..ตกลงตามนี้นะ?"

โห.....คงเห็นว่าใกล้ที่สุดละ แต่มันโครตไกลสำหรับมด คนที่ไม่เคยขับแม้แต่จะเลยปากประตูบ้าน!!
เอาละสิ....เอาล่ะว้า....เอาไง....

"ได้ "
(เย้ย..ย..ย..)
เค้าบอกแล้วว่าทำเนียนแม้เพียงสักครั้ง มันจะทำให้ต้องเนียนต่ออีกหลายต่อหลายครั้ง ก็งี้แหละ...ซอย.. ละทีนี้
"ตามนี้!!!"

เหงื่อแตก สมน้ำหน้าตะเอง..พระเจ้า..ช่วยด้วย... มดต้องหัดขับให้ได้ก่อนวันนั้นนะ...
แน่นอน  เอารถกะบะมันใหญ่ว่าซันนี่เยอะเลยนะ

ตอนนั้นใจหายกับการต้องขับ กลบความคิดที่ว่า....
 "แล้วจะเอารถออกจากบ้านได้ไง?" หรือ
" จะได้จังหวะเอารถออกบ้านไปได้ไง? " ซะปลิดทิ้ง

ความกลัวมีมากมาย  ความบ้ามีมากกว่า บวกความกล้าสุดโต่ง....

วันเดินทางมาถึง วันนั้นประจบพี่ชายคนรองให้ขับรถออกจากบ้านไปจอดที่โรงเรียนให้ 
อ้างว่าจะให้คนขับได้ขับไปน้ำตกกัน
พี่ชายเลยให้กุญแจรถไว้แล้วเดินกลับบ้านไป..ตกลงเอารถออกจากบ้านอย่างปลอดภัย...
"สำเร็จไปแล้ว 1 มิติ"

พี่แป๊ดเหลียวหลังมาบอกว่า
"มันเทอร์โบนะ ขับดี ๆ ระวังเวลาเครื่องร้อน คนขับเขาคงรู้!!!.."
โอ๊ย...คนขับมันท่าจะรู้นะ!!  เทอร์โบ?? 
 (อ๋อ..ท่อไอเสียมันใหญ่นะ เสียงดังบรึ่ม ๆ น่ะ เรียก เทอร์โบไง....เลี่ยม!..)


เพียง...ความจริง.ต่อจากนั้นวันนั้น จนป่านนี้พี่ก็ยังไม่รู้...ขอโต๊ด นะคะ
ยุพราชไกลบ้านอีกนิดก็จะดี จะได้ลอบมองทั้งที่มือพี่ ตอนเชนเกียร์ จะได้ดูตีนพี่เวลาเลียครัช
 ขาวบอกว่า "เฮ้ย...มด แกก็เลียน แบบ..ทำท่า ตามพี่เค้าเมื่อตะกี้ นั่นแหละ จะกลัวอะไรล่ะ!!" 
 ตกลงวันนั้นน้อง และเพื่อนร่วมชั้นบางคน นั่งอยู่เต็มท้ายรถกะบะ ราว 14 คน จูนและเพื่อนอีกคน ใครน้า...นั่งข้างคนขับ

       อื่อ....เรา..จะไปน้ำตกแม่สากัน!!   
                                                                 (มีต่อตอนจบ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ)






ถ้าบังเอิญผ่านมาอ่านคงงงไปเลย แบบนี้อันว่าที่จริงการเสี่ยงภัยถึงชีวิตก็เริ่มตั้งแต่สี่ขวบ ตอนไหลไปจมน้ำตอนนั้นก็เกือบตายไปทีหนึ่ง และถึงวันนี้ก็ยังมีอีกหลายหน ก็..ชีวิตมันเป็นของไม่แน่นอนนะ ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่น่าเสียดายถ้าไม่ได้มีโอกาสสร้างอะไรไว้เสียบ้างเสียก่อน เลยเขียนไว้ให้คุณอ่านไง มันเพียงชีวิตแต่ละตอนของฉัน ก็เหมือนคุณใช่ไหม? ทุกคนก็มีใช่ไหม? 
..เพราะ ตอนนี้ไกลบ้านเกิดนิดหน่อย ที่นี่ภัยมันเยอะสิ เป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวเองแล้วก็รู้สึกผวาเอง เอาเข้าจริงไม่รู้จะช่วยคนรอดได้แค่ไหนนะ อย่างหนึ่งที่ช่วยได้แล้วไม่ทำให้คนอื่นลำบากคือ "ต้องแข็งแรง"  นะ    ชีวิตที่บางทีไม่รูัว่าจะมีวันไหนที่จะไม่สมบูรณ์แบบวันนี้
หรือ อาจมีบางวันที่มดความจำเสื่อมไป หรือมีภัยสักอย่างที่นี่ สิ่งที่เป็นของขวัญให้ระลึกถึงก็เป็นเพียงเรืองราว บทที่เขียนในมุมต่าง ๆ ต่อ ๆ ไปแบบนี้ละมังนะ ความเสี่ยงมักเกิดขึ้นเสมอ ก็..ทำใจไว้แต่ไหนแต่ไรแล้วละ 



















                               
                                           


2016年1月24日日曜日

พี่เลี้ยง บนเพดาน.

แม่ขา..นอนด้วยคน..
โตป่านนี้แล้ว ... ในบางวันที่่ต้องขอมุดมุ้ง นอนเบียด
 "ขอนอนตรงกลาง" บนเตียงใหญ่ของพ่อกับแม่..
ที่บ้านคุณย่า..ห้องที่สองของบ้านมีเตียงใหญ่ของคุณพ่อและคุณแม่ และไม่ไกลกันมีเตียงสมัยเก่าเป็นที่นอนของฉัน มันเป็นเตียงเดี่ยวที่ค่อนข้างกว้าง และฉันต้องปีนขึ้นเตียงเพราะค่อนข้างสูง โครงเป็นเหล็กสีเขียวครึม ๆ หัว    เตียงและท้ายเตียงเป็นเหล็กลวดลายอ่อนช้อยม้วนโค้งเข้าหากัน เตียงนี้ดูก็รู้ทันทีว่าเป็นเตียงสมัยโบราณเลยแหละ
  ห้องนอนที่สามของบ้านเป็นห้องนอนของพี่ชายทั้งสอง หรือบางคราวพี่ชายลูกพี่ลูกน้องหรือเพื่อน ๆ ก็มาอาศัยนอน ห้องนอนที่สามของบ้านนี้ นอกเหนือจากเตียงเดี่ยวอีกเตียง และโต๊ะเรียนอีกสองโต๊ะสำหรับพี่ชายคนรองคนขยัน  มีที่นอนที่มีตู้มุงลวดโครงเป็นไม้แต่ละช่องไม้ก็มีตาข่าย ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสครอบอยู่ 
 "กรงมุ้งลวด" นี้ กินพื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนห้องเลยทีเดียว กรงนอนมุ้งลวดนี้เป็นที่นอนที่แสนสะดวก ไม่ต้องกางมุ้งทุกวันหรอก วันที่ง่วงมากมากก็แค่เปิดประตูเข้าไปเป็นนอนได้ ข้างในก็มีหมอนผ้าห่มพร้อมสรรพ  เคยเห็นพี่ ๆ เข้าไปนอนยัดกันได้ถึงหกคน บางทีฉันก็ใช้ที่นี่เป็นที่ "นอนกลางวัน"บ้าง ตอนเด็กในกรงนอนนี้นับว่าเป็นมุมที่ชอบของบ้านเลยก็ว่าได้
    
 แต่ละมุมในบ้านหลังเก่า ไม่ว่าจะเป็นชานบ้าน.พื้นที่เสวนายามเย็นของบ้านกลางเมืองแม่ฮ่องสอน หรือ เสารอบใต้ถุน กรงมุ้งลวด และชานกว้างตรงกลางของบ้าน ที่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ จนกระทั่ง โครงสร้างลักษณะบ้านของเราตอนนั้น แต่ละห้องแยกเป็นสัดส่วนก็จริงแต่ แต่ละห้องมีบานประตูเล็กผ่านถึงกันได้หมดทุกห้อง  มันน่าสนุกเวลาเล่นซ่อนหา และใช้หนี...เวลาถูกดุ.. 
     เมื่อหวลกลับมานึกถึง ใน แต่ละมุมบ้านเป็นความสุขและประทับใจในเอกลักษณ์ ที่สร้างความปรองดองและบรรยากาศแห่งการพบปะสนทนาได้ดี ลืมไม่ได้จนทุกวันนี้
   การย้ายมาอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ตอนนั้นมดย่างเข้า 7 ขวบ เพราะกิน นอน เก่งมาแต่เด็ก
และยัง "ติดขวดนม"แม้จะเข้าอนุบาลแล้ว แม่เล่าว่าเมื่อมาเชียงใหม่คงไม่ต้องมีพี่ ๆ เยอะแยะเหมือนตอนอยู่แม่ฮ่องสอนหรอก..กินนอนและเล่นเองจนหลับ..สบายหน่อยที่บ้านกลางเวียงมี "พี่เลี้ยงบนเพดาน"คอยเล่นด้วย  มักนอนหงายมองมุมเพดานเหนือประตูอยู่จุดเดียว แล้วพูดเออ ออ ชี้นี่นั่นโน่นแล้วก็หัวเราะ และบางทีก็ร้องไห้ สงสัย "พี่เค้าแกล้ง"น่ะ แม่มักว่า "มดน่ะขัวญอ่อน.." เห็นนี่นั่นมาแต่เด็ก   
   ดูเหมือนยิ่งโตมายิ่งจะรู้นะว่าที่บ้านเราตอนนั้นพี่เลี้ยง เยอะแยะ ทำให้บางวันแม้จะขึ้นมัธยมปลายก็ต้อง  แม่ขา ขอนอนด้วย.. เพราะบางวันพี่ ๆ เขากวนเล่นเอานอนไม่ได้ บางคนก็โมโหร้ายมาแกล้งหยิก แกล้งนอนทับเสียอึดอัด "ยอมไม่ยอม ยอมไม่ยอม ยอมไม่ยอม" พอบอกไม่ก็ยิ่งมาทับสูงขึ้นเรื่อย ๆ
จนต้องบอกเด็ดขาดว่า ไม่เล่น "จะตายละ" ถึงปล่อย ให้ลุกไปมุดมุ้งขอแม่นอนด้วย มาคิดดูแต่ละครั้่งก็ยังไม่ถึงกับกลิ้งจนตกจากเตียงที่สูงเกินเอว ไม่อย่างนั้นคงเจ็บไปหลายวัน 
   มัธยมปลายที่โรงเรียนยุพราชสนุกดี ก่อนเวลาเข้าเรียน 5 นาที คือเวลาที่เดินออกจากบ้าน เคยคาบไม้บรรทัดยืนหน้าพระบรมรูปที่เสาธงโรงเรียนอีกต่างหากเพราะมา..สาย..ที่นี่ใกล้ก็จริงแต่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย..ต่างจากดาราวิทยาลัยลิบลับ เสียแต่รู้สึกต้องเกร็งเพราะเรียนไม่เก่ง เฮ้อ...คงต้องทำตัวเรียบร้อย(เนียน) ต่อไปนะเนี่ยะ  เกร็งอีกอย่างคือเพิ่งเรียนกับเพือนชายเป็นครั้งแรกในชีวิตที่นี่   
       
ไม่ชอบเรียน..ไม่อยากอ่านหนังสือ..แต่อยากเข้ามหาลัย..ขยันสุดขีดและเป็นวัยรุ่นแล้ว..ก็ชินกับพี่เลี้ยง..ก็เลยขอใช้ประโยชน์เสียเลย พลังพี่เลี้ยง จงมา จงมา ช่วยด้วย.ๆ.. 
        มดใช้ห้องคุณย่า ที่ตอนนั้นได้กลายเป็นห้องห้องพระไม่มีใครนอน เป็นห้องที่มีโกษฐ์บรรพบุรุษ และคุณย่า คุณตาเสีย ที่ในห้องนี้ พี่ที่มาช่วยทำงานบ้านของเราตอนนั้นคนหนึ่งชื่อ "พี่ดำ"มักผวาเมื่อเข้ามาเก็บข้าวบนหิ้งพระ แต่ห้องนี้ก็กว้างพอสำหรับวางตำราทุกวิชา และมด ใช้เวลาที่ห้องนี้เพื่ออ่านหนังสือเป็นเวลาสามเดือนก่อนสอบ ไม่ออกจากห้องเลยนอกจาก ก็ตอนทานข้าว..เข้าห้องน้ำอาบน้ำ และนอนท่ามกลางกองหนังสือที่เปิดอ้าไว้แบบนั้น ทุกวัน ๆ ห้าม!ใครเข้าห้องด้วยสิเออ.(เข้าไม่ได้ด้วยสิ หนังสือกระจายเกลื่อนห้อง..) 

       ห้องนอนของมดก็อยู่ข้างห้องพระน่ะแหละ แต่สามเดือนสัญญากับตัวเองและพี่เลี้ยงว่าจะนอนห้องพระ ทุกวัน ๆ  มีบางวันที่เผลอ อยากนอนให้อิ่มที่ห้องของตัวเองในวันที่ต้องการนอนให้นานนิดหนึ่ง  แต่วันนั้นก็เล่นเอาต้องกลับห้องพระกลางคันเพราะ พี่เลี้ยงใจดีทั้งพี่ตัวขาวและพี่ตัวดำ ก็พากันโยกเตียง เขย่ามุ้ง ทำเอานอนไม่ได้ต้องงัวเงียเดินกลับไปดูหนังสือที่ห้องพระ แล้วหลับ ๆ ตื่น ๆ อ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน..  เออ..ก็สัญญาไว้แล้วว่าอยากเข้ามหาลัยก็ต้องพากเพียรให้ดูก่อน 3เดือน  ก็ต้องทำตามสัญญานะ ขอคุณย่าคุณตาคุณทวด และพี่เลี้ยงแต่ละตัวไว้ ก็เลยต้องทั้งดันทั้งลากกันอย่างดี ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันเลยทั้งสามเดือน ดูเหมือนพี่ ๆ เขาอนุญาตได้เพียงงีบในห้องพระเท่านั้น..  ฟุบกับกองหนังสือล่ะได้ ว่างั้น..
...
โหดไปเปล่าเพ่..?  ถ้ามดสอบไม่ติดล่ะ?  จะได้เรื่องไหมนี่?  ก็.คิด ๆ อยู่   
แต่นั่นแหละ ทำให้ดีที่สุดก่อน หลอกตัวเองไปก่อนว่าต้องทำได้  เชื่ออย่างสุดใจสุดจิต เชื่อว่าต้องทำได้ก็ต้องได้ เท่านั้นโอกาสเป็นของคนที่มีความเพียร  เพราะโง่จริงและบ้าบิ่นด้วยพร้อมสรรพ 

 เอาละ งั้นลองช่วยตัวเองให้ถึงที่สุดให้ดูก่อนแล้ว..แล้ว..สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงสงสาร สรุปว่างี้นะ...  
       
       







2015年11月26日木曜日

ชิงโชครางวัล ที่ ยิ่งใหญ่

 
อีกแล้ว...วันนี้...ก็อีกแล้ว..
"เขียนอาไรคะ?"
"ส่งไปชิงโชค..."
หลังตอบคำถามแล้วเขาก็ เปิดลิ้นชักด้านซ้ายของ โต๊ะไม้เก่าที่มักเป็นโต๊ะที่ฉันใช้เล่น "ขายของ" ใต้ถุนบ้าน
ตอนนั้นคุณพ่อประจำที่อำเภอแม่แจ่ม อาทิตย์สองอาทิตย์จึงจะกลับบางคราวก็มีนายสิบนายดาบตามเข้ามาที่บ้านด้วย คราวนี้ก็เช่นกัน...แต่คราวนี้...
"ทั้งหมดเนี๊ยะหรือคะ?"
"ยังมีอีก.."
แล้วก็เปิดลิ้นชักข้างขวา ให้ดู
"โอ๊ะโห...ให้มดเขียนช่วยนะคะ"
ตอนนี้มืดแล้วเกือบทุ่ม ใต้ถุนบ้านจะมืดมากถ้าไม่มีแสงส่องสว่างจากตะเกียงไฟอันเล็ก ๆ ที่จุดไว้ตั้งแต่เมื่อกี้ 
"ดีเลยได้โชครางวัลใหญ่นะ"
พี่ชายคนนี้ว่าแล้วก็หอบกระดาษ รูปร่างประหลาดต่าง ๆ กันที่มีตัวหนังสือที่คงจะเป็นชื่อและที่อยู่ของเขาเช่นเดียวกับการส่งจดหมายไปชิงรางวัลทั่วไป  มดเขียนชื่อตัวเองไปหลาย ๆ แผ่น แล้วเขียนชื่อพ่อ แม่ พี่ชาย และทุกคนในบ้าน รวมทั้งชื่อสุนัขทุกตัวลงไปด้วย มันเยอะมากมาก วันนั้นเขียนกันจนสองทุ่มครึ่ง.
"เผื่อทุกคนจะได้รางวัลใหญ่.."
พี่คนนี้บอกว่าพรุ่งนี้เช้าต้องรีบเอาไปส่งแต่เช้า..อยู่ใกล้ ๆ บ้านเอง พอดีพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ มดไม่ได้ไปโรงเรียน
พี่บอกว่ามดจะช่วยขนเอาไปส่งด้วยกันก็ได้
"เอาไปส่งแล้วค่อยกลับมากินข้าวเช้ากันนะ"
รุ่งขึ้นรีบตื่นแต่เช้านั่งคอยอยู่หัวบันไดบ้าน แล้วพี่ชายก็มาพร้อมกับหอบ "ถุงผ้าทหาร"สีเขียวใบใหญ่ขึ้นบ่า
ฉันเดินตามออกไป เดินไปไม่ถึงสิบนาทีก็ถึง
"วัดเจดีย์หลวง!!"
พี่ชายเดินอ้อมไปด้านหลังศาลาเสาหลักเมือง ใกล้ต้นไม้ใหญ่มีเณรกำลังโกยเศษใบไม้ใบหญ้าเข้ากองไฟ คงกำลังกวาดทำความสะอาดรอบบริเวณ พี่ชายไม่พูดอะไรแต่หยิบเอากระดาษรูปร่างต่าง ๆ ในถุงทหารออกมา แล้วโยนมันเข้า "กองไฟ" ดูหน้าตามีความสุขใจจริง ๆ ครู่หนึ่งก็ล้วงถึงก้นถุง ..
เรายืนมองกระดาษถูกเผาไปพร้อมกับเศษใบไม้ใบหญ้าสักพัก แล้วก็เดินกลับบ้านเงียบ ๆ
ฉันนึกสงสัยในเรื่องที่เกิดขึ้น ระหว่างเดินกลับ..นึกทบทวน..ฉันใช้เวลาสองวันสังเกตุว่าพี่คนนี้ทำอะไรที่โต๊ะเล่นของฉันตั้งแต่ตอนเย็น ๆ จนเกือบสามทุ่ม จนรู้....วันนี้...
ก่อนขึ้นบ้านไปเพื่อกินข้าวเช้า..
"พี่..รางวัลใหญ่นั่น..อะไรหรือคะ?"
พี่ชายยิ้ม.......กว้างมาก มากเสียกว่าเมื่อตอนที่ได้เห็นกระดาษถูกเผาในกองไฟที่วัดเมื่อตะกี้
ก่อนจะตอบฉันว่า..
"บุญ"
คุณแม่เป็นพยาบาลจิตเวช บางคราวก็จะมีป้าแก่ ๆ อย่างเช่น "ป้าสม"มาอยู่ด้วยที่บ้าน..แม่บอกว่าพามาอยู่ด้วยเพราะยังกลับบ้านที่ลำปางยังไม่ได้ แน่นอนฉันชอบนั่งคุยกับ "คนใหม่ ๆ "ที่มาพักที่บ้านแบบนี้เสมอ..
 หลังจากวันนั้นได้ทราบเรื่องของพี่ชายคนนี้จากพ่อ....ไม่ว่าเขาจะเป็นใครและเป็นอย่างไรหรือต้องการชิงโชคใหญ่นี้ด้วยเหตุผลหรือต้องการทดแทนความเศร้าใจเพียงพราะเหตุใดแค่ไหนไม่รู้ได้ แต่ความรู้สึกนอกเหนือจากรู้ว่าเขาเป็นคนมี "จิตใจดี" ก็ไม่มีอะไรอื่น  เท่านี้ก็พอที่จะอยู่ในความทรงจำตอนเด็กของฉันมาจนทุกวันนี้ได้.
รวมทั้ง.. ฉันได้รู้ว่าที่บ้านของเราในตอนเด็ก ๆ นั้นเป็นที่พักใจและต้อนรับผู้อ่อนแอเสมอมา....
ต่างกันที่คราวนี้ ทุกคนที่ฉันได้เขียนชื่อส่งชิงโชคนั้นได้ "บุญ" เป็นรางวัลใหญ่.
เจริญเมตตาใหญ่หลวงปู่สิม พุทธาจาโร..
มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่เกิดในอนันตจักรวาลนี้  จงพากันอยู่เย็นเป็นสุขเถิด ข้าพเจ้าไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยกายวาจาจิต ขออย่าให้สัตว์ทั้งหลายเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย หรือว่าข้าพเจ้ายังเบียดเบียนอยู่บางคราวบางสมัย เมื่อข้าพเจ้าเจริญเมตตานี้จบลงก็จะตั้งใจละเว้นให้ได้ต่อไป 


2015年11月22日日曜日

อีสานไม่เขียว...ตอนแรก

 
 
หลังจบการศึกษาหนึ่งวัน....
25 มกราคม สอบสัมภาษณ์
 
"มันไม่ได้สบายอย่างที่คิดนะ ผมไม่ได้คิดว่าคุณไม่เคยลำบากหรอก แต่ที่นี่อีสานนะคุณ คุณจะรู้สึกว่าลำบากจริง ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจให้ทุกคนไปพบกับความสบาย แต่ต้องการให้ทุกคนที่ผมเลือกแล้วไปทำให้เป้าหมายของเราสบายขึ้นต่างหาก  และคุณไม่เห็นต้องลำบากทำงานและผมไม่ต้องการเห็นใครไปไม่รอด ในท้องถิ่นคุณงานสบายมีให้ทำเยอะแยะ ผมไม่เห็นเหตุผลว่าคุณจะต้องเข้ามาทำงานนี้ทำไม?"
 
แอ๊ะ แทนที่จะสัมภาษณ์ กลายเป็นการตั้งข้อสงสัยให้เลิกคิดลุยงานเสียนี่...ก็น่าคิดอยู่นะ คนสองร้อยมีสองเขตรวมยี่สิบสองคนเอง เค้าคงต้องเฟ้นแล้วเฟ้นอีก ที่สำคัญเค้าต้องการคนในท้องถิ่นมากกว่า..เหตุผลดีด้วยประการทั้งปวง
 
"ก็เพราะอย่างนั้นสิคะ เพราะฉันสบายแล้ว เพราะที่นี่สบายแล้ว ..แต่คนอื่นคนที่นั่นกำลังลำบากกันอยู่ ใช่ไหม?"
 
คำตอบแบบนี้...จริง ๆ ถ้าเป็นเมื่อสองปีที่แล้ว คงตันไม่มีอะไรให้สวนกลับ คงไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร..ทันทีแบบที่ "ใจ"มันตอบ ใจมันถ่ายทอดแทนให้ได้ จริง ๆ นะ
 
ประกาศผล ได้รายงานตัว..เซนต์สัญญาทำงาน..กับกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข โครงการแก้ไขปัญหาภาวะขาดสารอาหารในเด็กทารก 3 ปี หนึ่งในงบประมาณโครงการ อีสานเขียว สมัยนั้น.. 
 3 กุมภาพันธ์ 2531เริ่มงานวันแรกที่กรมอนามัย ปฐมนิเทศน์เขาใหญ่ ปัจฉิมนิเทศน์จังหวัดหนองคาย เพิ่งเห็นฝั่งลาวครั้งแรกที่หาดชัยพร..ตอนนั้นสวยมาก  ก่อนจะเดินทางไปประจำที่ศูนย์โภชนาการเขต 3 นครราชสีมา ใน
 
วันที่ 7มีนาคม เพื่อเตรียมพร้อมและฝึกภาคสนาม 
 โภชนาการดี อีสานจะเขียว....
"อีสานบ้านเฮา จะเขียวไม่ได้ ถ้าตราบใดคนอีสานยังขาดอาหารอยู่..."
 
พี่ ๆ ร่วมโครงการมีทั้งหมด 11คน มีน้องเมเจอร์ "หน้อย"ร่วมมาทำงานด้วยอีกหนึ่งคน ดีใจจัง ตอนนั้น เพราะพี่ ๆ คนอืนส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่น ยังไม่ค่อยชินกับภาษาเขา แต่สนุกและฟังดูจริงใจ มากจริง ๆ
การฝึกภาคสนามเริ่ม ตอนที่พวกเราทั้งหมดต้องแยกกันออกไปประจำที่สาธารณสุขจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูล และศึกษาท้องที่ในขอบข่ายงานของตัวเอง ช่วงแรกของการทำงานภาคสนามเราต้องอาศัยรถไปกับ สสจ. เข้าพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ไปก่อน เพราะรถที่ใช้ในโครงการและอุปกรณ์ยังไม่พร้อมในช่วงแรกนี้
 
จับฉลาก เลือกจังหวัดอีสานตอนใต้..จับได้ จังหวัด ชัยภูมิ ....
จับฉลาก เลือกพาร์ทเนอร์..พี่ใหม่ พี่ตัวสูง ๆ ผิวขาว ๆ หน้าตา(เป็นคน)ดี  พี่ใหม่เกิดที่จังหวัดนี้ และยิ่งกว่านั้น
ที่ดีใจอีกอย่างที่ไม่รู้โชคเข้าข้างหรืออะไร ที่นี่ได้อยู่กับเพื่อนรัก "เอ๋" ต่อหลังจากกันในวันรับปริญญาแล้วอีกด้วย..
ทำให้ชีวิตที่ยังไม่ชินเรื่อง"ไกลบ้าน"ดูน่าสนุก และเหมือนมีผู้ดูแล
เอ๋ ทำงานเป็นรองประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ ขณะนั้น....
เออ..คนจะเจอกันก็เจอกันแบบนี้ล่ะ อีสานมีกี่จังหวัดนะ คิดแล้วยังยิ้มได้อยู่..
 
มดต้องพักที่บ้าน "น้าละเมียด" บ้านไม้ยกพื้น ดีที่ห้องว่างให้มดและพี่ใหม่ด้วยที่นี่ เราสนุกกับอาหารเย็นและช่วงวันหยุด มีรถเอ๋ที่ให้ยืมใช้ซิ่งในจังหวัดได้..พี่ใหม่..ทำอาหารเก่ง..
ผิดกับมดที่ตั้งใจจะหยิบทำทีเล่นเอาเหงื่อตก..ผัดมะเขือยาว..โครตเค็ม...มื้อนั้น..
"ขอแก้ตัวพี่..มดไปตลาดแป๊บนะ"
 อะไรแบบนี้ ถู ๆ ไถ ๆ จะไม่ทำก็ไม่ได้เกรงใจเขา แต่เลือกที่จะล้างจานซะละมาก..พี่ใหม่เป็นผู้ชายที่มีน้ำใจดีมาก ๆ และเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง คุยสนุกไม่เคยได้ยินเสียงใครที่เน่อได้ขนาดนี้เลย...หัวเราะเอาง่าย ๆ
ป่านนี้คิดว่าคงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของศูนย์พัฒนาชุมชนจังหวัดไหนสักที่ละ
 
"มาอยู่กับเอ๋นะ มานอนบ้านน้าเอ๋บ้างนะ"
"แน่นอน "
 
วันที่ไปนอนกับเอ๋ที่บ้าน อย่าหวังว่าเราจะได้นอนกัน เมื่อผู้หญิงกับผู้หญิงมาเจอกัน..คุยจนรุ่งสางนั้นแหละ เอ๋เป็นเพื่อนทำกิจกรรมออกค่ายแรก "ไม้ซางหนาม" ที่แม่ฮ่องสอน ด้วยกัน
 
"ตอนนั้น...เรายังไม่ปิ๊งกันหรอกนะ ใช่ไหม?"
"ใช่ ๆ แล้วมันตั้งแต่เมื่อไร?"
"เอ๋เห็นมดไม่เหมือนใคร..ปกติเพื่อนผู้หญิงของเอ๋ไม่ใช่แบบมดนะ แต่ รึว่าเพราะมดเป็นผู้ชาย..คล้าย ๆ กัน ไปกันได้ไม่เรื่องมาก"
"ตกลงเราเป็นผูัชายเหมือนกันนะ?โล่งออก ฮ่าฮ่าฮ่า...."
 
 มดคุยกับเอ๋ได้ทุก ๆ เรื่อง และเอ๋ก็เช่นกัน เราแลกเปลี่ยนเรื่องราวหลายอย่างเสมอ มากกว่าที่เคยอยู่ในรั้วมอชอ เพราะช่วงนั้นเอ๋มีเพื่อนมากมาย หาโอกาสคุยกันได้ยาก แต่นั้่นแหละใครจะรู้ว่าจะมีโอกาสพบกันได้ง่าย ๆ แบบนี้อีกทีล่ะจริงไหม?  คำแรกที่เอ๋รู้ว่ามดมาอยู่ที่นี่ นอกจากอ้าปากค้าง แล้วบอกว่า
 
"เฮ้ย...มดมาได้ไงนี่..."
"เออ..นั่นน่ะ แปลกใจเหมือนกัน แต่พบกันอีก.ดีใจนะ"
 
 ช่วงแรกของ 3 ปี ไม่หนักหนาเพราะเหตุนี้..ช่วงต่อไปต้องไปต่อคนเดียวได้แล้วล่ะ
ขอบคุณนะ เอ๋..แล้วจะไปหานะ ไว้พบกันอีก..
 
 
การผจญภัยก้าวแรก..พักก่อนนะ.

 

2015年11月12日木曜日

บ้านของ "ลุงศรี"




ตอนเด็ก ๆ ที่บ้านนอกจากพวกเรา พี่ ๆ ผู้ชายผู้หญิง และยังมี "ลุงศรี"คนเก่าแก่ชาวเขมร ที่ลี้ภัยมาขออาศัยบ้านคุณย่าอยู่ ลุงศรีมีหน้าที่เปิดปิดประตูบ้าน และเลี้ยงดูสุนัขทุกตัว ตอนหลังคุณย่าทำบ้านหลังเล็กให้ที่ปากทางเข้าประตูบ้าน  บ้านเล็ก ๆ มีห้องนอนและออกมาจากห้องก็เป็นระเบียงนั่งเอาขาห้อยได้ มีโต๊ะเล็กและเก้าอี้ไม้สองตัวไว้เป็นที่พักผ่อนของ นักปั่นสามล้อเพื่อนของลุงศรี ที่มักแวะมาทักทาย หรือมาเอนงีบเอาแรงหลังเที่ยง เพื่อนลุงศรี มักจะคาบไม้จิ๊มฟัน แล้วเปรยก่อนขึ้นบันไดบ้านลุงศรีว่า
"ฮ้อน ฮ้อน ฮ้อน ขอพักกำเลอ.."
 เป็นการทักทายและขออนุญาตขึ้นบ้าน.. แล้วก็ใช้กระบวยตักน้ำในหม้อดินกลั๊วคอบ๊วนปาก ก่อนจะดื่มน้ำตามไปอีกหนึ่งกระบวย งานอดิเรกของลุงศรีคือ.."เล่นหวย..ใต้ดิน" เพราะช่วงยังแข็งแรงลุงศรีจะไปขายกาแฟโบราณที่ร้านตรงทางเข้าตลาดสมเพ็ขร ทำให้เพื่อนสามล้อลุงแกเยอะมากและลุงศรีก็ถูกเรียกว่า "หมอ" (เก็งหวย)
 เพื่อนลุงศรี พอมากันทีและหลังจากที่คุยเรื่อง "เลขหวย"
"เก็งงวดหน้าออกอะไร?" "ฝันเห็นเลขไม๊หมอ?"
หลังจากที่เพื่อน ๆ ที่มาหาเอากระดาษ "โพยหวย" ออกมาเก็งกัน ตกลงกันได้แล้วก็เริ่มงีบพักกันไปทั้งสองคน........อ้อ..ตอนเพื่อนสามล้อของลุงศรีงีบหลับนี่เอง  เป็นโอกาสทองของฉัน...กับพี่ ๆ คอยโอกาส "ลักปั่น"สามล้อ แม้ยังเรียนอยู่ประถม การลักปั่นครั้งนี้เองที่พอรู้ความลำลากตอนเห็นลุงแก่ ๆ ปั่นสามล้อขึ้นสะพานนครพิงค์ระหว่างเส้นทางที่เดินกลับบ้าน .เราได้โอกาสแบบนี้ก็จะผลัดกันลักปั่นสามล้อกันคนละเที่ยว..พี่ชายขายาวพอนั่งเบอะปั่นได้..ส่วนฉันนั่งเบอะก็ถีบไม่ถึง.ต้องทำตัวให้เบี้ยว ๆเอาลำตัวลอดเหล็กค้ำ ตรงกลางรถ 
การ"เบี้ยวตัวถีบสามล้อ !"

นี่ มันยากตรงจัดสมดุลให้ล้อหน้ามันไปตรง ๆ นะพอดีกับถนนแคบ ๆ ในซอย นี่แหละ ทีแรกก็เลี้ยวไปมา พอเพื่อนลุงศรีมาบ่อย ๆ ก็เซียนขนาดรับผู้โดยสารได้ สนุกสนาน

ตอนที่ย้ายมาอาศัยอยู่เชียงใหม่ ใหม่ ๆ นั้น บ้านลุงศรียังไม่ได้สร้าง ลุงศรีจะอาศัยนอนที่ระเบียงบ้านมุมหนึ่งติดชานบ้านที่สมัยก่อนใช้เป็น "บันไดหน้าบ้าน" อยู่ใกล้ห้องคุณย่า และติดกับห้องนอนฉันสมัยเรียนมัธยมต้น ฉันนอนดึกมักได้ยินเสียง "กรน" ครีดคราดของลุงศรีเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ ตอนนั้นช่วงเย็น ๆ เปิดประตูอีกด้านออก ก็จะพบลุงศรีนั่ง ม้วนบุหรี่ "ขี้โย" ตรงชานบ้าน สมัยนั้นดูทุกอย่างสงบ ร่มเย็น และมีความสุขมากเมื่อได้นึกถึง
ในขณะที่ พี่ ๆ ผู้ชายไปเตะฟุตบอลบ้าง หรือพี่คนกลางก็นั่งซ้อมกีตาร์กับเพื่อนสองสามคนในอีกห้องหนึ่ง ฉันก็จะมานั่งตบยุง และ คุยกับลุงศรีที่ชานหน้าบ้าน พร้อมลูกสมุนหลาย ๆ  ตัวของลุงศรี

เรื่องที่ชอบฟังลุงศรีเล่าคือ เรื่องที่เกิดในสมัยสงคราม เหตุการณ์จริงที่สะเทือนใจจนร้องไห้ไม่ออก ที่ลุงศรีได้พบเห็นมา เขมรในสมัยนั้นลุงศรีพลัดพรากจากครอบครัว อยู่ดูแลน้องสาว แต่ก็ต้องถูกทหารทำร้ายยับเยินจนถูกฆ่าตายไปต่อหน้า ลุงศรีบอกว่าได้แต่ร้องไห้เพราะไม่มีอะไรจะต่อสู้กับทหารเขมรแดงเหล่านั้น
 ลุงศรีบอกว่าทหารอายุพอ ๆ กับฉันตอนนี้ หมายความว่าทหารแดงตอนนั้นเป็นเพียงวัยรุ่นอันตพาลทั่วไป แต่มีปืนอยู่ในมือ คาบบุหรี่ และเตะหมา ยิ่งแม่ไก่กระจุย และวิ่งไล่หมูเพื่อเชือด แล้วดื่มเลือดมัน ลุงศรี เป็นคนเดียวที่รอดคราวนั้น บางวันเขาก็ให้เปลี่ยนเสื้อเป็นชุดทหารเพื่อเอาตัวรอด ลุงศรีบอกว่าความบังเอิญทำให้ได้เป็นขี้ข้าเด็ก ๆ ถือปืน พวกนั้น เด็ก ๆ พวกนั้นใช้ให้เฆี่ยนหมูให้วิ่งไปสองสามรอบ มีเด็กบางคนถือไม้ท่อนใหญ่ คอยทุบหัวมัน และมันก็วิ่งหนีสุดชีวิต สุดท้ายก็ใช้บังตอฟันที่คอมันเชือด.....เอาเลือดสด ๆ ของมันไปซด  ทีแรกลุงศรีเรียกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งว่าลูก....ลุงศรีถูกทำโทษแขวนมือเท้าไว้กับไม้แล้วเขาก็เปลี่ยนกันโบย...เสร็จจบลงที่โดนน้ำผสมเกลือราดถึงเสร็จบทลงโทษ ไม่มีความเมตตาไม่มีพ่อแม่พี่น้องในหมู่ทหารแดง แต่สอนให้ฆ่าสัตว์ ให้ตายอย่างทรมาน ให้ได้เลือดได้กินเลือดมัน แล้วจะเป็นทหารที่ฆ่าได้แม้แต่พ่อแม่พี่น้องตัวเองได้ นี่เป็นหลักการของเขมรแดงตอนนั้น
ความโหดเหี้ยมเกินที่จะ เรียกว่า "คน"

ข้าวยากหมากแพง แต่ลุงศรีก็ได้เจียดข้าวไปถวายพระที่มาจากชายแดนไทย ที่อยู่ในวัดที่เหลือเพียงซากตอนนั้น ลุงศรีต้องการบวชเพื่อน้องสาว แต่ทำไม่ได้เพราะถูกกดขี่และตามให้ไปเป็นทาสร่วมทำความชั่ว
และแล้วก็ตัดสินใจหนีออกจากที่นั่นพร้อมกับเพื่อนชาวบ้านเป็นกลุ่มเล็ก ๆ มีพร้าคอยฟาดทำทางใหม่เพื่อเข้าชายแดนไทย  ลูกศรีบอกว่าทางที่เป็นทางเกวียนแล้วนั้นเป็นทางที่มีแต่คนตายตลอดทาง ถ้าเดินทางมาบ้านเราด้วยทางนั้น
ป่านนี้ "ลุงต๋ายไปละ"

ข้ามป่าเขาหลาย ๆ ลูก เจอทั้งหมี ทั้งเสือ และงู รวมทั้งปลิงเกาะ ไข้ป่า บางคนก็ตายไประหว่างเดินทาง คนที่อ่อนแอก็ทิ้งไว้ระหว่างทาง ทิ้งเขาไว้ที่นั่น เป็นนโยบายของคนเดินป่าลี้ภัยที่ตกลงกันตอนนั้น
ฉันจำได้เพียงเรื่องก่อนเข้ามาในไทยของลุงศรี.. ฉันฟังเรื่องเล่าซ้ำ ๆ ของลุงศรี แล้วนั่งนิ่งเจ็บปวด แต่ลุงศรีบอกว่าไม่มีน้ำตา รู้แต่ว่าสำนึกในบุญคุณของคุณย่ามาก ที่ไม่รังเกียจ และที่นี่สามารถช่วยงานวัดไถ่บาปที่ทำกับสัตว์เป็นร้อย ๆ ตัวตอนนั้น ด้วย....ลุงศรีจะจบการเล่าตรง "อีปี้" มีบุญแล้ว ประเทศไทยมีความสงบสุข มีคนดีดีมาก มีวัด มีพระ และมีพวกเราคอยบำรุงวัดและทำนุบำรุงศาสนา ลุงโชคดีที่ได้มาอยู่ที่ประเทศไทย เป็นบุญของลุงที่ได้มา

อยู่บ้านนี้ .. แล้วสุดท้าย..." ไป หม่าเข้าฮื้อหมาก่อนเน้อ...."          

ลุงศรี จากเราไปหลายปีแล้ว...ไปในที่ ๆ ไม่มีความเศร้าโศก
ไม่มีที่ไหนจะโหดร้ายไปกว่านี้แต่ความดีคงทำให้ได้พบกัน
แล้วมาเล่า เรื่อง ความสุข กันอีกที พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ

วันทำเวร..เหตุเกิดหลังเลิกเรียน

 
 

เฮ้ย....ของฉันนะ..เอาคืนมา..
ขอคืนเถอะ..
ไม่ให้นิ่มอ่านก่อน!!
โอ้โห้......ฮะฮะฮ่า........
บอกว่าคืนมา!!
ไม่! เดี๋ยว!!
 
ขณะทำเวรอยู่ข้างหลังห้อง.......วันนั้นวันชุลมุน กับ "นิ่ม" เพื่อนคนสนิทคนนั้น
นิ่มมีเชื้อจีน บ้านนิ่มเป็นอู่ซ่อมรถ  เป็นอู่ติดถนน ก่อนจะถึงค่ายกาวิละ ด้านหลังบ้านติดน้ำปิง
 
"โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย...."
 
นิ่มร้อง หลังโดนมือฉันตวัดไปโดน(ชก)ที่หน้า...ตัวฉันขึ้นคร่อมนิ่ม เพื่อยื้อแย่ง เอา กระดาษขนาด A4 ใบนั้น....คืน...อ้อ...มันคือจดหมาย "จีบ" ฉบับแรกที่ฉันเคยได้รับ ไง..สมัยนั้น..จะมีอะไรสำคัญและน่าอายมากกว่านี้อีก นึกไม่ออกว่าได้มาอย่างไรแต่ที่แน่ ๆ การจะมีใครได้ดูด้วยเป็นเรื่องน่าอายและยอมไม่ได้ในที่สุด...  ก่อนจะได้มันกระดาษก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ยุ่ย ย่อยยับเหมือนทิชชูไม่มีผิดดูเหมือนมันจะฉีกเป็นหลาย ๆ เสี่ยง หัวกระดาษเท่านั้นที่อ่านได้..ใจความ ว่าอะไร?  ว่ายังไง? ป่านนี้ก็ยังไม่รู้เลย....
  เหตุการณ์หลังเลิกเรียน ภาคเรียนสุดท้าย หลังห้องเรียนชั้นม.ศ 3 ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย.ครั้งนั้นไม่มีวันลืม.
 ฉันเรียนที่นี่ตั้งแต่ชั้นประถม 1 โรงเรียนดาราวิทยาลัย คุณพ่อเคยเรียนที่นี่สมัยก่อนแล้วย้ายไปโรงเรียนยุพราช แต่ตอนนี้เป็นโรงเรียนสตรีล้วน กระโปรงสีแดง เนคไทน์สีแดง เสื้อขาว
หมายเลขประจำตัวของฉันคือ "๗๔๐๒"
ดาราวิทยาลัยเป็นโรงเรียนคริสเตียน ต้องเข้าห้องประชุมตอนเช้า เพื่อเรียนรู้ประวัติของพระเยซู พระคัมภีร์ไบเบิล และร้องเพลงสรรเสริญพระยะโฮวา สัปดาห์ละสองวันคือวัน อังคาร และวันศุกร์ นอกจากสองวันนี้แล้วจะได้เรียนในห้องทุกเช้าก่อนเวลาเรียนวิชาหลัก ที่ตื่นเต้นคือวันคริสมาตร์ จำได้ว่าปีที่ตื่นเต้นที่สุดคือ ได้แสดงละคร..วันประสูติของพระเยซู...แสดง เป็น...ลูกแกะ!  ไม่ต้องเปลี่ยนชุดสวย ๆ แบบใครเขา...แค่เอาผ้าคลุมเตียงสีขาวไปคลุมหัว หมอบกับพื้น...เป็นอันว่าปีนั้นไม่ต้องเห็นอะไรกับเขา...นั่งหมอบก็พอ หลับรอ ยังได้เลย...
 
 ครอบครัวของฉัน บรรพบุรุษทุกรุ่นมีกิจกรรมสำคัญคือการทำบุญใหญ่บ่อยเพราะ เลื่อมใส ศรัทธา และบำรุงพุทธศาสนามาตั้งแต่ต้นตระกูล ฉันต้องตามไปวัดเป็นประจำในทุกพิธีทางศาสนาส่วนใหญ่ที่วัดเจดีย์หลวงและวัดชัยพระเกียรติ  ทำบุญใส่บาตรข้าวปิ่นโตไปวัดทุกวัน และพนมมือไหว้พระพุทธรูป ฟังเทศน์จนจบพิธี มาตั้งแต่เล็กจนโต..เพราะ..ทุกคนต้องไปร่วมงานกันกับพี่น้องญาติมิตร เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่จำความได้เพียงฟังพระเทศน์สมัยนั้นไม่มีสื่อให้รู้ความหมายบทสวด เมื่อได้เรียนรู้คัมภีร์ไบเบิลด้วยภาษาไทยก็เข้าใจง่ายกว่าตั้งเยอะ ฉันเชื่อในพระเจ้าทีละน้อยและอ่านพระคัมภีร์ ร้องเพลงสรรเสริญ พระเจ้า จากโรงเรียนตั้งแต่จำความได้ จนกระทั้งอายุ 16 ปีในยามที่ทุกข์ใจ ท้อแท้ และตกอยู่ในสถาณการณ์วิกฤต สิ่งที่จะทำได้โดยอัตโนมัติทันทีขณะนั้นคือ  อธิฐาน..อ้อนวอนพระเจ้า
"ข้าแต่พระยะโฮวา พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับชีวิตและสรรพสิ่งที่พระองค์ประทานให้แก่ชาวโลก..อาเมน."จนจบ
"แม้จะเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก และเมื่อพยายามด้วยตนเองอย่างเต็มที่จนสุดความสามารถแล้ว
ไม่เป็นผล ก่อนที่จะถอดใจและยอมรับสภาพ ฉันจะนิ่ง และน้อมใจอธิฐานเสมอมา ขอพระเจ้าเปิดทางแก้ไขให้
ความเชื่อจนสุดจิตสุดใจ...แล้ว.ในที่สุดทุกสิ่งก็จะคลี่คลายตรง ๆ หรือทางอ้อม ทางใดทางหนึ่ง สมดังที่ได้อ้อนวอน" ความเชื่อมั่นอย่างสุดใจสุดจิตจะทำให้สิ่งที่ร้ายก็กลายเป็นดี ตกยากก็จะมีมือประหลาดเข้าอุ้มชูเสมอมา..
คำอธิฐานจาก ใจ ถึงพระยะโฮวาทุก ๆ วันและน้อมใจอ้อนวอนหลับตานิ่งเพื่อปรึกษาปัญหา
พระยะโฮวาพระองค์ใส่ใจและตอบรับอย่างเร็ว(ปาฏิหารย์) 
หรือไม่ก็จะเกิดเป็น "นึกได้เอง" แล้วทำตามนั้นไปจนกลายเป็นดี ครั้งแล้วครั้งเล่า 
 คุณแม่ทราบเรื่องความเชื่อและศรัทธาในศาสนาคริสต์ของฉันเพราะหลังได้รับการตอบรับจากพระเจ้าแล้ว ฉันจะเอาไปเล่าให้คุณแม่ฟังเพียงคนเดียวเท่านั้น คุณแม่แค่ฟังไม่พูดต่อ นอกจาก "หรือ...ลูก" ก็ไม่เคยตอบอะไรมากไปกว่านี้...ฉันไม่อาจรู้ว่าคุณแม่คิดอย่างไร แต่ ด้วยความตื่นเต้นในการตอบรับทุกครั้งของพระเจ้า ก็อดที่จะเล่าให้คุณแม่ฟังไม่ได้ ทุกครั้งไป..
 
นี่........................
 
"เธอทะเลาะและทำร้ายเพื่อน ในห้องเรียนนะ"
"ค่ะ!"
"จะให้ครูทำอย่างไร เธอจะไม่ขอโทษเพื่อนและพ่อแม่เพื่อนเขา?"
"เธอจะไม่บอกครูหรือว่าเธอทะเลอะกัน เรื่องอะไร?"
 
ครูใหญ่ตอนนั้น จำได้แม่นยำ คืออาจารย์ผู้ชาย ชื่อ อาจารย์สมปราถนา บุญเกียรติแต่จะให้บอกเหตุผลที่ทะเลอะกันว่า โดนแย่งอ่านจดหมายรักน่ะหรือ...ไม่มีวันซะล่ะ ก็หลักฐานก็ยังไม่ได้อ่านจากใครก็ยังไม่รู้เลย
แถมยับเป็นทิชชูขนาดนั้น นิ่มเองก็ไม่ปริปาก..อย่างน้อยก็ไม่บอก..ใช่ สมัยนั้น อายุขนาดนั้น คงไม่มีเรื่องน่าอายเกินกว่านี้อีกแล้วล่ะ
 
"(พวก)เธอทำผิด แล้วยังนิ่ง ขอโทษกันเสีย.."
"จะให้ครูลงโทษ? ถ้านิ่มเป็นอะไรมากกว่านี้ พ่อแม่เค้าต้องตำหนิโรงเรียน
อาจต้องเซนต์ชื่อ ภาคฑันต์ หรือร้ายสุดอาจให้ออกจากโรงเรียนเลยก็ได้..
 
"เธอจะขอโทษไหม??"
 นิ่ม นิ่ง ไม่ขอโทษ แล้วฉันนอกจากเจ็บใจก็ไม่มีอะไรอื่น...
รู้แต่ว่า อยากออกจากห้องนี้ อาคารสีเขียว ๆ หลังนี้ ออกจากโรงเรียนนี้...ให้ไวที่สุด 
 
"หนูลาออก ค่ะ"
 
นอกจากที่ได้เซนต์ชื่อตัวเองบนกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วก็จำอะไรไม่ได้..ว่าออกจากห้องนั้นยังไง ......
 จำได้อีกทีคือกลับบ้านไปตอนเย็น.....บอกคุณพ่อประจำอยู่ที่สถานีดอยสะเก็ด ยังไม่กลับ
ได้บอกกับแม่ว่า
 
"... ลาออกจากโรงเรียนแล้ว....พรุ่งนี้ไม่ไปอีกแล้ว..."
จำได้ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้ซักหรือว่ากล่าวอะไร...แต่คิดว่าผู้ปกครองกับทางโรงเรียนคงมีคุยกันซึ่งฉันไม่ทราบได้
 เรื่องนี้ร้ายแรงเอาการเมื่อมาคิดตอนนี้ แต่ตอนนั้นรู้ว่าไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น..ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
นอกจากอีกแล้ว..พลาดอีกแล้ว.. การลาออก โรงเรียนดาราวิทยาลัย ไม่ปกติ มันไม่ปกติเลย..ไม่รู้อนาคตว่าต่อไป จะย้ายไปเรียนต่อที่ไหน? อยากอยู่โรงเรียนเดียวกับพี่ชายทั้งสอง ปรินส์รอย รึ? อิจฉาพี่ทั้งสองที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน ขากลับบ้านก็เป็นเพื่อนกัน กลับ....ส่วนฉัน..."รถลุงนวล" เป็นรถประจำมารับส่งเช้าเย็น ยกเว้นวันไหนที่ต้องทำเวร วันนั้นจะต้องโบกรถกลับบ้านเอง.รถสองแถว สมัยนั้นมีน้อยมาก ๆ แถมไม่พอพาไปที่นี่โน่น พาอ้อมแล้วอ้อมอีก
 สิ่งที่ฉันเลือก วันที่มีเวรส่วนใหญ่ คือ "เดินกลับบ้าน"
การนั่งดูสิ่งรอบตัวจากในรถ...ธรรมดาม๊ากกก..คงไม่อยู่ในความทรงจำจนทุกวันนี้ระหว่างทางที่เดินกลับบ้าน..บางวันก็เก็บเศษตังค์ได้ บางวันก็ให้เศษตังค์ยายแก่ ๆ ที่นั่งแถวตลาดข้างทางที่ผ่าน มองหน้าคนที่เดินสวนทางแต่ละคน..ที่เจอบ่อยและเป็นเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ที่เก่าเวลาเดิมเหมือนนัดกันไว้คือ ระหว่างทางที่เดินกลับบ้านตรงสะพานโค้งนครพิงค์เกือบทุกครั้ง เป็นต้องเจอลุงแก่ ๆ ผอม ๆ ปั่นสามล้อเลี้ยวขึ้นสะพานโค้ง..อีกฟากถนน...คงบรรทุกของจากตลาดต้นลำไย..อยากข้ามไปดันอีกฟาก ตอนนั้นทำได้เพียงมอง สงสาร เอาใจลุ้น..
  การเดินกลับบ้านจากโรงเรียนดาราฯ กลับบ้านตอนเด็กนั้น ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มองด้วยความแปลก..ไม่มีคนยิ้ม..
มีบางวันต้องรีบวิ่งข้ามถนนก่อนจะโดนรถเหยียบ...แต่.สนุกดี  เป็นความสุขตอนเด็กที่ไม่ได้บอกใคร...
 ฉันเดินกลับบ้านจากโรงเรียนดารา ผ่านโรงเรียนปรินส์ ผ่านสะพานนครพิงค์ ตรงเข้าตรอก โผล่ตลาดสมเพ็ชร ออกหลังโรงเรียนยุพราช ถึงตลาดบุญอยู่(สมัยนั้น)เลี้ยวซ้ายหน้าศาลากลางจังหวัด เลี้ยวเข้าซอย 11 ก็ถึงบ้าน.
การเดินกลับบ้านเป็นเรื่อง เท่ห์ สุด ๆ ตอนนั้นเพราะ...ไม่เห็นมีใครเขาทำกัน. นิสัยอยากลองซักตั้ง  ดูสมรรถนะ
ความอยากลองสิ่งที่คนไม่ทำกัน อยากเอาชนะตัวเอง มันเริ่มทีละน้อยในใจตั้งแต่สมัยนั้น..
 
"... ออกจากโรงเรียนดาราวิทยาลัยแล้ว....พรุ่งนี้ไม่ไปอีกแล้ว..."
กระดาษแผ่นหนึ่งของใครก็ไม่รู้กลายเป็นเศษขยะ
กระดาษแผ่นนั้นกับเหตุและการตัดสินใจคราวนั้นได้เปลี่ยนทุกอย่างตั้งแต่ตอนนั้น
 
 ปรินส์รอย พอเข้าไปพี่ชายทั้งสองก็จบไป อยู่กับพี่คนรองได้แค่ปีเดียว....   คะแนนก็ไม่ดี..นะ ขยันเรียนเสียเมื่อไร
ยุพราชก็ใกล้บ้าน เดิน 5 นาทีก็ถึงรั้วโรงเรียน..  คุณพ่อเป็นศิษย์เก่า มีโควต้าเข้าได้ ใกล้บ้านก็สะดวกดี..
โรงเรียนใกล้บ้านแล้ว..วันที่จะเดินกลับบ้านหลาย ๆ กิโลไม่มีอีกแล้ว....
 
เลือกเรียนภาษาฝรั่งเศสเพราะเกลียดภาษาอังกฤษ(หนีเสือ...)
 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย คือที่เรียนต่อที่ใหม่ ของฉัน...
(คนที่เคยชกเพื่อนหลังเลิกเรียนแล้วเดินออกจากโรงเรียนไป....วันนั้น) 
 
  

เหตุที่เกิดในวันนั้นมันทำให้มีวันนี้นะ  ความผิดพลาดมันอาจแย่ตอนนั้นนะ
แต่มาถึงวันนี้ถ้าไม่พลาดวันนั้น วันนี้ไม่มีนะ
ถ้าผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องกลัว ถ้ารู้ว่าไม่ดีก็ไม่ต้องทำอีก ห่างจากมันซะนะ
 ถอยออกมาดูว่าให้รู้ ลักษณะมันเป็นยังไงพอรู้แล้วค่อยคิดกันใหม่นะ เวลาน้อยอย่าคิดนานจะได้ลุกให้ไวเริ่มได้ไวนะ
 
บางทีถ้ายังยืนอยู่ตรงโคนต้นไม้ ก็จะไม่รู้ว่ารูปร่างที่แท้จริงของต้นไม้เป็นอย่างไรนะ