ตอนเด็ก ๆ ที่บ้านนอกจากพวกเรา พี่ ๆ ผู้ชายผู้หญิง และยังมี "ลุงศรี"คนเก่าแก่ชาวเขมร ที่ลี้ภัยมาขออาศัยบ้านคุณย่าอยู่ ลุงศรีมีหน้าที่เปิดปิดประตูบ้าน และเลี้ยงดูสุนัขทุกตัว ตอนหลังคุณย่าทำบ้านหลังเล็กให้ที่ปากทางเข้าประตูบ้าน บ้านเล็ก ๆ มีห้องนอนและออกมาจากห้องก็เป็นระเบียงนั่งเอาขาห้อยได้ มีโต๊ะเล็กและเก้าอี้ไม้สองตัวไว้เป็นที่พักผ่อนของ นักปั่นสามล้อเพื่อนของลุงศรี ที่มักแวะมาทักทาย หรือมาเอนงีบเอาแรงหลังเที่ยง เพื่อนลุงศรี มักจะคาบไม้จิ๊มฟัน แล้วเปรยก่อนขึ้นบันไดบ้านลุงศรีว่า
"ฮ้อน ฮ้อน ฮ้อน ขอพักกำเลอ.."
เป็นการทักทายและขออนุญาตขึ้นบ้าน.. แล้วก็ใช้กระบวยตักน้ำในหม้อดินกลั๊วคอบ๊วนปาก ก่อนจะดื่มน้ำตามไปอีกหนึ่งกระบวย งานอดิเรกของลุงศรีคือ.."เล่นหวย..ใต้ดิน" เพราะช่วงยังแข็งแรงลุงศรีจะไปขายกาแฟโบราณที่ร้านตรงทางเข้าตลาดสมเพ็ขร ทำให้เพื่อนสามล้อลุงแกเยอะมากและลุงศรีก็ถูกเรียกว่า "หมอ" (เก็งหวย)
เพื่อนลุงศรี พอมากันทีและหลังจากที่คุยเรื่อง "เลขหวย"
"เก็งงวดหน้าออกอะไร?" "ฝันเห็นเลขไม๊หมอ?"
หลังจากที่เพื่อน ๆ ที่มาหาเอากระดาษ "โพยหวย" ออกมาเก็งกัน ตกลงกันได้แล้วก็เริ่มงีบพักกันไปทั้งสองคน........อ้อ..ตอนเพื่อนสามล้อของลุงศรีงีบหลับนี่เอง เป็นโอกาสทองของฉัน...กับพี่ ๆ คอยโอกาส "ลักปั่น"สามล้อ แม้ยังเรียนอยู่ประถม การลักปั่นครั้งนี้เองที่พอรู้ความลำลากตอนเห็นลุงแก่ ๆ ปั่นสามล้อขึ้นสะพานนครพิงค์ระหว่างเส้นทางที่เดินกลับบ้าน .เราได้โอกาสแบบนี้ก็จะผลัดกันลักปั่นสามล้อกันคนละเที่ยว..พี่ชายขายาวพอนั่งเบอะปั่นได้..ส่วนฉันนั่งเบอะก็ถีบไม่ถึง.ต้องทำตัวให้เบี้ยว ๆเอาลำตัวลอดเหล็กค้ำ ตรงกลางรถ
การ"เบี้ยวตัวถีบสามล้อ !"
นี่ มันยากตรงจัดสมดุลให้ล้อหน้ามันไปตรง ๆ นะพอดีกับถนนแคบ ๆ ในซอย นี่แหละ ทีแรกก็เลี้ยวไปมา พอเพื่อนลุงศรีมาบ่อย ๆ ก็เซียนขนาดรับผู้โดยสารได้ สนุกสนาน
ตอนที่ย้ายมาอาศัยอยู่เชียงใหม่ ใหม่ ๆ นั้น บ้านลุงศรียังไม่ได้สร้าง ลุงศรีจะอาศัยนอนที่ระเบียงบ้านมุมหนึ่งติดชานบ้านที่สมัยก่อนใช้เป็น "บันไดหน้าบ้าน" อยู่ใกล้ห้องคุณย่า และติดกับห้องนอนฉันสมัยเรียนมัธยมต้น ฉันนอนดึกมักได้ยินเสียง "กรน" ครีดคราดของลุงศรีเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ ตอนนั้นช่วงเย็น ๆ เปิดประตูอีกด้านออก ก็จะพบลุงศรีนั่ง ม้วนบุหรี่ "ขี้โย" ตรงชานบ้าน สมัยนั้นดูทุกอย่างสงบ ร่มเย็น และมีความสุขมากเมื่อได้นึกถึง
ในขณะที่ พี่ ๆ ผู้ชายไปเตะฟุตบอลบ้าง หรือพี่คนกลางก็นั่งซ้อมกีตาร์กับเพื่อนสองสามคนในอีกห้องหนึ่ง ฉันก็จะมานั่งตบยุง และ คุยกับลุงศรีที่ชานหน้าบ้าน พร้อมลูกสมุนหลาย ๆ ตัวของลุงศรี
เรื่องที่ชอบฟังลุงศรีเล่าคือ เรื่องที่เกิดในสมัยสงคราม เหตุการณ์จริงที่สะเทือนใจจนร้องไห้ไม่ออก ที่ลุงศรีได้พบเห็นมา เขมรในสมัยนั้นลุงศรีพลัดพรากจากครอบครัว อยู่ดูแลน้องสาว แต่ก็ต้องถูกทหารทำร้ายยับเยินจนถูกฆ่าตายไปต่อหน้า ลุงศรีบอกว่าได้แต่ร้องไห้เพราะไม่มีอะไรจะต่อสู้กับทหารเขมรแดงเหล่านั้น
ลุงศรีบอกว่าทหารอายุพอ ๆ กับฉันตอนนี้ หมายความว่าทหารแดงตอนนั้นเป็นเพียงวัยรุ่นอันตพาลทั่วไป แต่มีปืนอยู่ในมือ คาบบุหรี่ และเตะหมา ยิ่งแม่ไก่กระจุย และวิ่งไล่หมูเพื่อเชือด แล้วดื่มเลือดมัน ลุงศรี เป็นคนเดียวที่รอดคราวนั้น บางวันเขาก็ให้เปลี่ยนเสื้อเป็นชุดทหารเพื่อเอาตัวรอด ลุงศรีบอกว่าความบังเอิญทำให้ได้เป็นขี้ข้าเด็ก ๆ ถือปืน พวกนั้น เด็ก ๆ พวกนั้นใช้ให้เฆี่ยนหมูให้วิ่งไปสองสามรอบ มีเด็กบางคนถือไม้ท่อนใหญ่ คอยทุบหัวมัน และมันก็วิ่งหนีสุดชีวิต สุดท้ายก็ใช้บังตอฟันที่คอมันเชือด.....เอาเลือดสด ๆ ของมันไปซด ทีแรกลุงศรีเรียกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งว่าลูก....ลุงศรีถูกทำโทษแขวนมือเท้าไว้กับไม้แล้วเขาก็เปลี่ยนกันโบย...เสร็จจบลงที่โดนน้ำผสมเกลือราดถึงเสร็จบทลงโทษ ไม่มีความเมตตาไม่มีพ่อแม่พี่น้องในหมู่ทหารแดง แต่สอนให้ฆ่าสัตว์ ให้ตายอย่างทรมาน ให้ได้เลือดได้กินเลือดมัน แล้วจะเป็นทหารที่ฆ่าได้แม้แต่พ่อแม่พี่น้องตัวเองได้ นี่เป็นหลักการของเขมรแดงตอนนั้น
ความโหดเหี้ยมเกินที่จะ เรียกว่า "คน"
ข้าวยากหมากแพง แต่ลุงศรีก็ได้เจียดข้าวไปถวายพระที่มาจากชายแดนไทย ที่อยู่ในวัดที่เหลือเพียงซากตอนนั้น ลุงศรีต้องการบวชเพื่อน้องสาว แต่ทำไม่ได้เพราะถูกกดขี่และตามให้ไปเป็นทาสร่วมทำความชั่ว
และแล้วก็ตัดสินใจหนีออกจากที่นั่นพร้อมกับเพื่อนชาวบ้านเป็นกลุ่มเล็ก ๆ มีพร้าคอยฟาดทำทางใหม่เพื่อเข้าชายแดนไทย ลูกศรีบอกว่าทางที่เป็นทางเกวียนแล้วนั้นเป็นทางที่มีแต่คนตายตลอดทาง ถ้าเดินทางมาบ้านเราด้วยทางนั้น
ป่านนี้ "ลุงต๋ายไปละ"
ข้ามป่าเขาหลาย ๆ ลูก เจอทั้งหมี ทั้งเสือ และงู รวมทั้งปลิงเกาะ ไข้ป่า บางคนก็ตายไประหว่างเดินทาง คนที่อ่อนแอก็ทิ้งไว้ระหว่างทาง ทิ้งเขาไว้ที่นั่น เป็นนโยบายของคนเดินป่าลี้ภัยที่ตกลงกันตอนนั้น
ฉันจำได้เพียงเรื่องก่อนเข้ามาในไทยของลุงศรี.. ฉันฟังเรื่องเล่าซ้ำ ๆ ของลุงศรี แล้วนั่งนิ่งเจ็บปวด แต่ลุงศรีบอกว่าไม่มีน้ำตา รู้แต่ว่าสำนึกในบุญคุณของคุณย่ามาก ที่ไม่รังเกียจ และที่นี่สามารถช่วยงานวัดไถ่บาปที่ทำกับสัตว์เป็นร้อย ๆ ตัวตอนนั้น ด้วย....ลุงศรีจะจบการเล่าตรง "อีปี้" มีบุญแล้ว ประเทศไทยมีความสงบสุข มีคนดีดีมาก มีวัด มีพระ และมีพวกเราคอยบำรุงวัดและทำนุบำรุงศาสนา ลุงโชคดีที่ได้มาอยู่ที่ประเทศไทย เป็นบุญของลุงที่ได้มา
อยู่บ้านนี้ .. แล้วสุดท้าย..." ไป หม่าเข้าฮื้อหมาก่อนเน้อ...."
ลุงศรี จากเราไปหลายปีแล้ว...ไปในที่ ๆ ไม่มีความเศร้าโศก
ไม่มีที่ไหนจะโหดร้ายไปกว่านี้แต่ความดีคงทำให้ได้พบกัน
แล้วมาเล่า เรื่อง ความสุข กันอีกที พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ
0 件のコメント:
コメントを投稿