2015年11月12日木曜日

วันทำเวร..เหตุเกิดหลังเลิกเรียน

 
 

เฮ้ย....ของฉันนะ..เอาคืนมา..
ขอคืนเถอะ..
ไม่ให้นิ่มอ่านก่อน!!
โอ้โห้......ฮะฮะฮ่า........
บอกว่าคืนมา!!
ไม่! เดี๋ยว!!
 
ขณะทำเวรอยู่ข้างหลังห้อง.......วันนั้นวันชุลมุน กับ "นิ่ม" เพื่อนคนสนิทคนนั้น
นิ่มมีเชื้อจีน บ้านนิ่มเป็นอู่ซ่อมรถ  เป็นอู่ติดถนน ก่อนจะถึงค่ายกาวิละ ด้านหลังบ้านติดน้ำปิง
 
"โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย...."
 
นิ่มร้อง หลังโดนมือฉันตวัดไปโดน(ชก)ที่หน้า...ตัวฉันขึ้นคร่อมนิ่ม เพื่อยื้อแย่ง เอา กระดาษขนาด A4 ใบนั้น....คืน...อ้อ...มันคือจดหมาย "จีบ" ฉบับแรกที่ฉันเคยได้รับ ไง..สมัยนั้น..จะมีอะไรสำคัญและน่าอายมากกว่านี้อีก นึกไม่ออกว่าได้มาอย่างไรแต่ที่แน่ ๆ การจะมีใครได้ดูด้วยเป็นเรื่องน่าอายและยอมไม่ได้ในที่สุด...  ก่อนจะได้มันกระดาษก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ยุ่ย ย่อยยับเหมือนทิชชูไม่มีผิดดูเหมือนมันจะฉีกเป็นหลาย ๆ เสี่ยง หัวกระดาษเท่านั้นที่อ่านได้..ใจความ ว่าอะไร?  ว่ายังไง? ป่านนี้ก็ยังไม่รู้เลย....
  เหตุการณ์หลังเลิกเรียน ภาคเรียนสุดท้าย หลังห้องเรียนชั้นม.ศ 3 ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย.ครั้งนั้นไม่มีวันลืม.
 ฉันเรียนที่นี่ตั้งแต่ชั้นประถม 1 โรงเรียนดาราวิทยาลัย คุณพ่อเคยเรียนที่นี่สมัยก่อนแล้วย้ายไปโรงเรียนยุพราช แต่ตอนนี้เป็นโรงเรียนสตรีล้วน กระโปรงสีแดง เนคไทน์สีแดง เสื้อขาว
หมายเลขประจำตัวของฉันคือ "๗๔๐๒"
ดาราวิทยาลัยเป็นโรงเรียนคริสเตียน ต้องเข้าห้องประชุมตอนเช้า เพื่อเรียนรู้ประวัติของพระเยซู พระคัมภีร์ไบเบิล และร้องเพลงสรรเสริญพระยะโฮวา สัปดาห์ละสองวันคือวัน อังคาร และวันศุกร์ นอกจากสองวันนี้แล้วจะได้เรียนในห้องทุกเช้าก่อนเวลาเรียนวิชาหลัก ที่ตื่นเต้นคือวันคริสมาตร์ จำได้ว่าปีที่ตื่นเต้นที่สุดคือ ได้แสดงละคร..วันประสูติของพระเยซู...แสดง เป็น...ลูกแกะ!  ไม่ต้องเปลี่ยนชุดสวย ๆ แบบใครเขา...แค่เอาผ้าคลุมเตียงสีขาวไปคลุมหัว หมอบกับพื้น...เป็นอันว่าปีนั้นไม่ต้องเห็นอะไรกับเขา...นั่งหมอบก็พอ หลับรอ ยังได้เลย...
 
 ครอบครัวของฉัน บรรพบุรุษทุกรุ่นมีกิจกรรมสำคัญคือการทำบุญใหญ่บ่อยเพราะ เลื่อมใส ศรัทธา และบำรุงพุทธศาสนามาตั้งแต่ต้นตระกูล ฉันต้องตามไปวัดเป็นประจำในทุกพิธีทางศาสนาส่วนใหญ่ที่วัดเจดีย์หลวงและวัดชัยพระเกียรติ  ทำบุญใส่บาตรข้าวปิ่นโตไปวัดทุกวัน และพนมมือไหว้พระพุทธรูป ฟังเทศน์จนจบพิธี มาตั้งแต่เล็กจนโต..เพราะ..ทุกคนต้องไปร่วมงานกันกับพี่น้องญาติมิตร เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่จำความได้เพียงฟังพระเทศน์สมัยนั้นไม่มีสื่อให้รู้ความหมายบทสวด เมื่อได้เรียนรู้คัมภีร์ไบเบิลด้วยภาษาไทยก็เข้าใจง่ายกว่าตั้งเยอะ ฉันเชื่อในพระเจ้าทีละน้อยและอ่านพระคัมภีร์ ร้องเพลงสรรเสริญ พระเจ้า จากโรงเรียนตั้งแต่จำความได้ จนกระทั้งอายุ 16 ปีในยามที่ทุกข์ใจ ท้อแท้ และตกอยู่ในสถาณการณ์วิกฤต สิ่งที่จะทำได้โดยอัตโนมัติทันทีขณะนั้นคือ  อธิฐาน..อ้อนวอนพระเจ้า
"ข้าแต่พระยะโฮวา พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับชีวิตและสรรพสิ่งที่พระองค์ประทานให้แก่ชาวโลก..อาเมน."จนจบ
"แม้จะเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก และเมื่อพยายามด้วยตนเองอย่างเต็มที่จนสุดความสามารถแล้ว
ไม่เป็นผล ก่อนที่จะถอดใจและยอมรับสภาพ ฉันจะนิ่ง และน้อมใจอธิฐานเสมอมา ขอพระเจ้าเปิดทางแก้ไขให้
ความเชื่อจนสุดจิตสุดใจ...แล้ว.ในที่สุดทุกสิ่งก็จะคลี่คลายตรง ๆ หรือทางอ้อม ทางใดทางหนึ่ง สมดังที่ได้อ้อนวอน" ความเชื่อมั่นอย่างสุดใจสุดจิตจะทำให้สิ่งที่ร้ายก็กลายเป็นดี ตกยากก็จะมีมือประหลาดเข้าอุ้มชูเสมอมา..
คำอธิฐานจาก ใจ ถึงพระยะโฮวาทุก ๆ วันและน้อมใจอ้อนวอนหลับตานิ่งเพื่อปรึกษาปัญหา
พระยะโฮวาพระองค์ใส่ใจและตอบรับอย่างเร็ว(ปาฏิหารย์) 
หรือไม่ก็จะเกิดเป็น "นึกได้เอง" แล้วทำตามนั้นไปจนกลายเป็นดี ครั้งแล้วครั้งเล่า 
 คุณแม่ทราบเรื่องความเชื่อและศรัทธาในศาสนาคริสต์ของฉันเพราะหลังได้รับการตอบรับจากพระเจ้าแล้ว ฉันจะเอาไปเล่าให้คุณแม่ฟังเพียงคนเดียวเท่านั้น คุณแม่แค่ฟังไม่พูดต่อ นอกจาก "หรือ...ลูก" ก็ไม่เคยตอบอะไรมากไปกว่านี้...ฉันไม่อาจรู้ว่าคุณแม่คิดอย่างไร แต่ ด้วยความตื่นเต้นในการตอบรับทุกครั้งของพระเจ้า ก็อดที่จะเล่าให้คุณแม่ฟังไม่ได้ ทุกครั้งไป..
 
นี่........................
 
"เธอทะเลาะและทำร้ายเพื่อน ในห้องเรียนนะ"
"ค่ะ!"
"จะให้ครูทำอย่างไร เธอจะไม่ขอโทษเพื่อนและพ่อแม่เพื่อนเขา?"
"เธอจะไม่บอกครูหรือว่าเธอทะเลอะกัน เรื่องอะไร?"
 
ครูใหญ่ตอนนั้น จำได้แม่นยำ คืออาจารย์ผู้ชาย ชื่อ อาจารย์สมปราถนา บุญเกียรติแต่จะให้บอกเหตุผลที่ทะเลอะกันว่า โดนแย่งอ่านจดหมายรักน่ะหรือ...ไม่มีวันซะล่ะ ก็หลักฐานก็ยังไม่ได้อ่านจากใครก็ยังไม่รู้เลย
แถมยับเป็นทิชชูขนาดนั้น นิ่มเองก็ไม่ปริปาก..อย่างน้อยก็ไม่บอก..ใช่ สมัยนั้น อายุขนาดนั้น คงไม่มีเรื่องน่าอายเกินกว่านี้อีกแล้วล่ะ
 
"(พวก)เธอทำผิด แล้วยังนิ่ง ขอโทษกันเสีย.."
"จะให้ครูลงโทษ? ถ้านิ่มเป็นอะไรมากกว่านี้ พ่อแม่เค้าต้องตำหนิโรงเรียน
อาจต้องเซนต์ชื่อ ภาคฑันต์ หรือร้ายสุดอาจให้ออกจากโรงเรียนเลยก็ได้..
 
"เธอจะขอโทษไหม??"
 นิ่ม นิ่ง ไม่ขอโทษ แล้วฉันนอกจากเจ็บใจก็ไม่มีอะไรอื่น...
รู้แต่ว่า อยากออกจากห้องนี้ อาคารสีเขียว ๆ หลังนี้ ออกจากโรงเรียนนี้...ให้ไวที่สุด 
 
"หนูลาออก ค่ะ"
 
นอกจากที่ได้เซนต์ชื่อตัวเองบนกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วก็จำอะไรไม่ได้..ว่าออกจากห้องนั้นยังไง ......
 จำได้อีกทีคือกลับบ้านไปตอนเย็น.....บอกคุณพ่อประจำอยู่ที่สถานีดอยสะเก็ด ยังไม่กลับ
ได้บอกกับแม่ว่า
 
"... ลาออกจากโรงเรียนแล้ว....พรุ่งนี้ไม่ไปอีกแล้ว..."
จำได้ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้ซักหรือว่ากล่าวอะไร...แต่คิดว่าผู้ปกครองกับทางโรงเรียนคงมีคุยกันซึ่งฉันไม่ทราบได้
 เรื่องนี้ร้ายแรงเอาการเมื่อมาคิดตอนนี้ แต่ตอนนั้นรู้ว่าไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น..ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
นอกจากอีกแล้ว..พลาดอีกแล้ว.. การลาออก โรงเรียนดาราวิทยาลัย ไม่ปกติ มันไม่ปกติเลย..ไม่รู้อนาคตว่าต่อไป จะย้ายไปเรียนต่อที่ไหน? อยากอยู่โรงเรียนเดียวกับพี่ชายทั้งสอง ปรินส์รอย รึ? อิจฉาพี่ทั้งสองที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน ขากลับบ้านก็เป็นเพื่อนกัน กลับ....ส่วนฉัน..."รถลุงนวล" เป็นรถประจำมารับส่งเช้าเย็น ยกเว้นวันไหนที่ต้องทำเวร วันนั้นจะต้องโบกรถกลับบ้านเอง.รถสองแถว สมัยนั้นมีน้อยมาก ๆ แถมไม่พอพาไปที่นี่โน่น พาอ้อมแล้วอ้อมอีก
 สิ่งที่ฉันเลือก วันที่มีเวรส่วนใหญ่ คือ "เดินกลับบ้าน"
การนั่งดูสิ่งรอบตัวจากในรถ...ธรรมดาม๊ากกก..คงไม่อยู่ในความทรงจำจนทุกวันนี้ระหว่างทางที่เดินกลับบ้าน..บางวันก็เก็บเศษตังค์ได้ บางวันก็ให้เศษตังค์ยายแก่ ๆ ที่นั่งแถวตลาดข้างทางที่ผ่าน มองหน้าคนที่เดินสวนทางแต่ละคน..ที่เจอบ่อยและเป็นเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ที่เก่าเวลาเดิมเหมือนนัดกันไว้คือ ระหว่างทางที่เดินกลับบ้านตรงสะพานโค้งนครพิงค์เกือบทุกครั้ง เป็นต้องเจอลุงแก่ ๆ ผอม ๆ ปั่นสามล้อเลี้ยวขึ้นสะพานโค้ง..อีกฟากถนน...คงบรรทุกของจากตลาดต้นลำไย..อยากข้ามไปดันอีกฟาก ตอนนั้นทำได้เพียงมอง สงสาร เอาใจลุ้น..
  การเดินกลับบ้านจากโรงเรียนดาราฯ กลับบ้านตอนเด็กนั้น ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มองด้วยความแปลก..ไม่มีคนยิ้ม..
มีบางวันต้องรีบวิ่งข้ามถนนก่อนจะโดนรถเหยียบ...แต่.สนุกดี  เป็นความสุขตอนเด็กที่ไม่ได้บอกใคร...
 ฉันเดินกลับบ้านจากโรงเรียนดารา ผ่านโรงเรียนปรินส์ ผ่านสะพานนครพิงค์ ตรงเข้าตรอก โผล่ตลาดสมเพ็ชร ออกหลังโรงเรียนยุพราช ถึงตลาดบุญอยู่(สมัยนั้น)เลี้ยวซ้ายหน้าศาลากลางจังหวัด เลี้ยวเข้าซอย 11 ก็ถึงบ้าน.
การเดินกลับบ้านเป็นเรื่อง เท่ห์ สุด ๆ ตอนนั้นเพราะ...ไม่เห็นมีใครเขาทำกัน. นิสัยอยากลองซักตั้ง  ดูสมรรถนะ
ความอยากลองสิ่งที่คนไม่ทำกัน อยากเอาชนะตัวเอง มันเริ่มทีละน้อยในใจตั้งแต่สมัยนั้น..
 
"... ออกจากโรงเรียนดาราวิทยาลัยแล้ว....พรุ่งนี้ไม่ไปอีกแล้ว..."
กระดาษแผ่นหนึ่งของใครก็ไม่รู้กลายเป็นเศษขยะ
กระดาษแผ่นนั้นกับเหตุและการตัดสินใจคราวนั้นได้เปลี่ยนทุกอย่างตั้งแต่ตอนนั้น
 
 ปรินส์รอย พอเข้าไปพี่ชายทั้งสองก็จบไป อยู่กับพี่คนรองได้แค่ปีเดียว....   คะแนนก็ไม่ดี..นะ ขยันเรียนเสียเมื่อไร
ยุพราชก็ใกล้บ้าน เดิน 5 นาทีก็ถึงรั้วโรงเรียน..  คุณพ่อเป็นศิษย์เก่า มีโควต้าเข้าได้ ใกล้บ้านก็สะดวกดี..
โรงเรียนใกล้บ้านแล้ว..วันที่จะเดินกลับบ้านหลาย ๆ กิโลไม่มีอีกแล้ว....
 
เลือกเรียนภาษาฝรั่งเศสเพราะเกลียดภาษาอังกฤษ(หนีเสือ...)
 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย คือที่เรียนต่อที่ใหม่ ของฉัน...
(คนที่เคยชกเพื่อนหลังเลิกเรียนแล้วเดินออกจากโรงเรียนไป....วันนั้น) 
 
  

เหตุที่เกิดในวันนั้นมันทำให้มีวันนี้นะ  ความผิดพลาดมันอาจแย่ตอนนั้นนะ
แต่มาถึงวันนี้ถ้าไม่พลาดวันนั้น วันนี้ไม่มีนะ
ถ้าผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องกลัว ถ้ารู้ว่าไม่ดีก็ไม่ต้องทำอีก ห่างจากมันซะนะ
 ถอยออกมาดูว่าให้รู้ ลักษณะมันเป็นยังไงพอรู้แล้วค่อยคิดกันใหม่นะ เวลาน้อยอย่าคิดนานจะได้ลุกให้ไวเริ่มได้ไวนะ
 
บางทีถ้ายังยืนอยู่ตรงโคนต้นไม้ ก็จะไม่รู้ว่ารูปร่างที่แท้จริงของต้นไม้เป็นอย่างไรนะ  
 
 

0 件のコメント:

コメントを投稿