2015年11月6日金曜日

บ้านหลังเก่ากลางเวียงเชียงใหม่ของเรามี "ใต้ถุน"



"บ้านเวียง"หลังเก่าของเรามี "ใต้ถุน"
เป็นพื้นที่เล่นซ่อนหากับพี่ ๆ

พี่  ๆ เขาปีนไปแอบบนต้นไม้บ้างบริเวณรอบบ้านบ้าง...
ที่จำเพาะที่ฉันจะเลือก
ในห้องเก็บรถ..มันรกม๊ากจนมองแล้วแทบแยกไม่ออกว่าเป็นฉันหรือของที่ระเกะระกะแบบนั้น
พ่อมักบอกว่า
"อย่าเข้าไป งูนอนอยู่ใต้แผ่นไม้น่ะ.."

ความกลัวงูที่ว่าตอนนั้นมันน้อยกว่าโดนจับได้ตอนเล่นซ่อนแอบเสียอีก..
แต่ก็มักโดนจับได้แบบไม่ตื่นเต้นทุกที เพราะเป็นที่รู้..
ฉันจะโกรธ ฉันจะงอน หรือ เวลาเล่นซ่อนหา
ก็มีที่หลบอยู่ที่เดียวคือที่นั่นแหละ  
แต่..มาคิด ๆ ดู....
แกล้งหาให้เจอยาก เป็นคนสุดท้าย ก็เพราะความใจดีของพี่ชายทั้งหลายน่ะแหละ

บางวันพวกเราก็ เล่น "อิ๊บเสา" เสาไม้มากกว่า 35 ต้น ขนาดที่กอดได้เกือบรอบ
บางวันพี่ชายแถวบ้าน ราวแปดคนมาพร้อมหน้า
กิจกรรมวันหยุดก็เริ่มที่ โต๊ะปิงปอง..ตั้งแต่สิบโมงเช้าจนหลังเที่ยงที่แยกย้ายกันไปทานกลางวัน
"โต๊ะปิงปอง"อยู่ใต้ถุนบ้าน ที่ข้างบนตรงกับห้องพระ ที่เป็นห้องของคุณย่า...
คุณย่าบอกว่าได้เพลินกับเสียง ป๊อกแป๊ก ของลูกปิงปองกระทบโต๊ะ
"มันยังดีกว่าเสียง บ่นของคนเสียอีก" 
(เท่าที่จำได้สมัยนั้น...คนที่บ่นมาที่สุดก็คุณย่านั่นเอง..)
วันหยุดหลังกินข้าวกลางวัน..มีพี่แถวบ้านบางคนมาอาศัยนอนกลางวัน ที่ใต้ถุนบ้าน..
ตกเย็น ๆ พี่ชายมักออกไป "เตะฟุตบอล" ที่ศาลากลาง(ปัจจุบันคือบริเวณของสามกษัตริย์ กลางเมืองเชียงใหม่)ทีมเตะที่นอกจากพี่ชาย"แถวบ้าน"แล้ว ยังมีเพื่อนต่างโรงเรียน ที่คุ้น ๆ หน้าด้วย

ช่วงนั้นกิจกรรมต่อไปของฉันคือ นั่งพรมน้ำ เชียร์ พี่เลี้ยงรีดผ้า..
เตารีดตอนนั้นเป็นเตารีดเหล็ก ใช้ "ถ่าน"หนักเอาการ
กิจกรรม "รีดผ้า"เป็นงานใหญ่และนานมาก ๆ ในความคิดฉันตอนนั้น
(ไม่สงสัยเลยว่า..ป่านนี้ทำไม..ฉันไม่ชอบรีดผ้า..)
รีดเสร็จ พวกเราก็จะเข้าแถวกันให้พี่เลี้ยงสระผม..
พี่เลี้ยงบางคนก็แยกไปทำอาหารเย็น..บางวันพิเศษ

วันนี้ทำ
"กล้วยบวชชีไปวัดกันนะ" วันนี้ทำ "ข้าวต้มมัดไปวัดกันนะ"

และอย่างถูกใจคือ..
"พี่กำลังหมักเนื้อ กินเนื้อย่างเกาหลีกัน" "มีหอยแครงลวกด้วย..." ว๊าวววววว

วันนั้นพวกเราแทบจะล้างท้องคอยกันเลยทีเดียว
และนอกจากกินกันเอง แล้ว
พี่แถวบ้านก็มาร่วมกิจกรรม ย่างกินกันที่กลางชานบ้านด้วยกันสองสามคน

กิจกรรมกับพี่ ๆ ชายเยอะมาก บางอย่างก็เกะกะพวกเขา
บางวันที่โชคดีที่ลูกพี่ลูกน้องหญิงมาเที่ยวที่บ้านเรา

เปลี่ยนกัน
"เล่นเป็นพนักงานเก็บตั๋วรถเมล์กันนะ"

ตั๋วคือลอตเตอรี่....บ้านเราตอนนั้นมีเป็นปึก ๆ
ที่สนุกกว่านั้นก็มีนะ แต่แค่ตอนเริ่มเล่น มักเซ็งตอนเลิกเล่น..
ดินใต้ถุนบ้าน..เป็นดินละเอียดและมีความหนืด
ฉันและ "น้องหวาน"มักควักดินออกมาเล่นขาย "ขนมครก"กันเป็นประจำ
มีชุดเครื่องครัวอันเล็ก ๆ ครก กระทะ หม้อ เตา อลูมิเนียม..
และเก็บดอกไม้ ใบไม้มาทำอาหาร กัน สนุกม๊ากกกกกก...
เรื่องน่าเบื่ออันหนึ่งที่แย่ตอนนั้นคือ...มักต้องเก็บทุกอย่างคนเดียวหลังเลิกเล่น..
น้องหวานมักกลับบ้าน..เลิกเล่นขายของกันกลางคัน อีกละ อีกละ ประจำเลย..
วันไหนที่ลืมถมดินที่เราเจาะไว้..วันนั้นพ่อจะบ่นและบ่น..

"ไม่ช่วยพี่เก็บเดี๋ยวมาแล้วไม่ให้เล่นด้วยนะ"
เป็นคำขู่ที่ไม่เคยจะได้ผล.. นี่เป็นความเครียดแบบเด็ก ๆ ตอนนั้น


แล้วเด็กสมัยนี้...เล่นอะไรกันนะ????
ฉันคิดว่าโชคดีที่เกิดเป็นเด็กในสมัยนั้น
เพราะไม่คิดว่าจะมีเรื่องอะไรเขียนได้ถ้าฉันเกิดเป็นเด็กสมัยนี้..
ใช่..เรื่องที่ ติดตาตรึงใจ
คือกิจกรรมนอกกายเรากับ "ธรรมชาติ" และกับความสุขในใจร่วมกับคนอื่น ๆ  
ที่ไม่ใช่ "เกม" ไม่ใช้ เงินเพื่อความสนุกใดใดทั้งสิ้น
สิ่งละอันพันละอย่างในวันนั้น พรั่งพรูออกมาได้เพราะเราเป็นคนในสมัยนั้น..
แล้วเด็ก ๆ ในสมัยนี้ล่ะ..
.ความเสื่อมทีละน้อยมาพร้อมกับวิวัฒนาการสมัยใหม่
เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราน่าจะทำให้มันไม่เสื่อมไวเกินไปได้ ถ้ารู้แล้วเช่นนี้..
การรู้แต่ไม่ปฏิบัติคือความไม่รู้


"นี่เราไม่สามารถจะห้าม ความเสื่อมได้อีกต่อไปแล้ว.หรือ"

0 件のコメント:

コメントを投稿