แม่ขา..นอนด้วยคน..
โตป่านนี้แล้ว ... ในบางวันที่่ต้องขอมุดมุ้ง นอนเบียด
"ขอนอนตรงกลาง" บนเตียงใหญ่ของพ่อกับแม่..
ที่บ้านคุณย่า..ห้องที่สองของบ้านมีเตียงใหญ่ของคุณพ่อและคุณแม่ และไม่ไกลกันมีเตียงสมัยเก่าเป็นที่นอนของฉัน มันเป็นเตียงเดี่ยวที่ค่อนข้างกว้าง และฉันต้องปีนขึ้นเตียงเพราะค่อนข้างสูง โครงเป็นเหล็กสีเขียวครึม ๆ หัว เตียงและท้ายเตียงเป็นเหล็กลวดลายอ่อนช้อยม้วนโค้งเข้าหากัน เตียงนี้ดูก็รู้ทันทีว่าเป็นเตียงสมัยโบราณเลยแหละ
ห้องนอนที่สามของบ้านเป็นห้องนอนของพี่ชายทั้งสอง หรือบางคราวพี่ชายลูกพี่ลูกน้องหรือเพื่อน ๆ ก็มาอาศัยนอน ห้องนอนที่สามของบ้านนี้ นอกเหนือจากเตียงเดี่ยวอีกเตียง และโต๊ะเรียนอีกสองโต๊ะสำหรับพี่ชายคนรองคนขยัน มีที่นอนที่มีตู้มุงลวดโครงเป็นไม้แต่ละช่องไม้ก็มีตาข่าย ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสครอบอยู่
"กรงมุ้งลวด" นี้ กินพื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนห้องเลยทีเดียว กรงนอนมุ้งลวดนี้เป็นที่นอนที่แสนสะดวก ไม่ต้องกางมุ้งทุกวันหรอก วันที่ง่วงมากมากก็แค่เปิดประตูเข้าไปเป็นนอนได้ ข้างในก็มีหมอนผ้าห่มพร้อมสรรพ เคยเห็นพี่ ๆ เข้าไปนอนยัดกันได้ถึงหกคน บางทีฉันก็ใช้ที่นี่เป็นที่ "นอนกลางวัน"บ้าง ตอนเด็กในกรงนอนนี้นับว่าเป็นมุมที่ชอบของบ้านเลยก็ว่าได้
แต่ละมุมในบ้านหลังเก่า ไม่ว่าจะเป็นชานบ้าน.พื้นที่เสวนายามเย็นของบ้านกลางเมืองแม่ฮ่องสอน หรือ เสารอบใต้ถุน กรงมุ้งลวด และชานกว้างตรงกลางของบ้าน ที่บ้านกลางเวียงเชียงใหม่ จนกระทั่ง โครงสร้างลักษณะบ้านของเราตอนนั้น แต่ละห้องแยกเป็นสัดส่วนก็จริงแต่ แต่ละห้องมีบานประตูเล็กผ่านถึงกันได้หมดทุกห้อง มันน่าสนุกเวลาเล่นซ่อนหา และใช้หนี...เวลาถูกดุ..
เมื่อหวลกลับมานึกถึง ใน แต่ละมุมบ้านเป็นความสุขและประทับใจในเอกลักษณ์ ที่สร้างความปรองดองและบรรยากาศแห่งการพบปะสนทนาได้ดี ลืมไม่ได้จนทุกวันนี้
การย้ายมาอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ตอนนั้นมดย่างเข้า 7 ขวบ เพราะกิน นอน เก่งมาแต่เด็ก
และยัง "ติดขวดนม"แม้จะเข้าอนุบาลแล้ว แม่เล่าว่าเมื่อมาเชียงใหม่คงไม่ต้องมีพี่ ๆ เยอะแยะเหมือนตอนอยู่แม่ฮ่องสอนหรอก..กินนอนและเล่นเองจนหลับ..สบายหน่อยที่บ้านกลางเวียงมี "พี่เลี้ยงบนเพดาน"คอยเล่นด้วย มักนอนหงายมองมุมเพดานเหนือประตูอยู่จุดเดียว แล้วพูดเออ ออ ชี้นี่นั่นโน่นแล้วก็หัวเราะ และบางทีก็ร้องไห้ สงสัย "พี่เค้าแกล้ง"น่ะ แม่มักว่า "มดน่ะขัวญอ่อน.." เห็นนี่นั่นมาแต่เด็ก
ดูเหมือนยิ่งโตมายิ่งจะรู้นะว่าที่บ้านเราตอนนั้นพี่เลี้ยง เยอะแยะ ทำให้บางวันแม้จะขึ้นมัธยมปลายก็ต้อง แม่ขา ขอนอนด้วย.. เพราะบางวันพี่ ๆ เขากวนเล่นเอานอนไม่ได้ บางคนก็โมโหร้ายมาแกล้งหยิก แกล้งนอนทับเสียอึดอัด "ยอมไม่ยอม ยอมไม่ยอม ยอมไม่ยอม" พอบอกไม่ก็ยิ่งมาทับสูงขึ้นเรื่อย ๆ
จนต้องบอกเด็ดขาดว่า ไม่เล่น "จะตายละ" ถึงปล่อย ให้ลุกไปมุดมุ้งขอแม่นอนด้วย มาคิดดูแต่ละครั้่งก็ยังไม่ถึงกับกลิ้งจนตกจากเตียงที่สูงเกินเอว ไม่อย่างนั้นคงเจ็บไปหลายวัน
มัธยมปลายที่โรงเรียนยุพราชสนุกดี ก่อนเวลาเข้าเรียน 5 นาที คือเวลาที่เดินออกจากบ้าน เคยคาบไม้บรรทัดยืนหน้าพระบรมรูปที่เสาธงโรงเรียนอีกต่างหากเพราะมา..สาย..ที่นี่ใกล้ก็จริงแต่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย..ต่างจากดาราวิทยาลัยลิบลับ เสียแต่รู้สึกต้องเกร็งเพราะเรียนไม่เก่ง เฮ้อ...คงต้องทำตัวเรียบร้อย(เนียน) ต่อไปนะเนี่ยะ เกร็งอีกอย่างคือเพิ่งเรียนกับเพือนชายเป็นครั้งแรกในชีวิตที่นี่
ไม่ชอบเรียน..ไม่อยากอ่านหนังสือ..แต่อยากเข้ามหาลัย..ขยันสุดขีดและเป็นวัยรุ่นแล้ว..ก็ชินกับพี่เลี้ยง..ก็เลยขอใช้ประโยชน์เสียเลย พลังพี่เลี้ยง จงมา จงมา ช่วยด้วย.ๆ..
มดใช้ห้องคุณย่า ที่ตอนนั้นได้กลายเป็นห้องห้องพระไม่มีใครนอน เป็นห้องที่มีโกษฐ์บรรพบุรุษ และคุณย่า คุณตาเสีย ที่ในห้องนี้ พี่ที่มาช่วยทำงานบ้านของเราตอนนั้นคนหนึ่งชื่อ "พี่ดำ"มักผวาเมื่อเข้ามาเก็บข้าวบนหิ้งพระ แต่ห้องนี้ก็กว้างพอสำหรับวางตำราทุกวิชา และมด ใช้เวลาที่ห้องนี้เพื่ออ่านหนังสือเป็นเวลาสามเดือนก่อนสอบ ไม่ออกจากห้องเลยนอกจาก ก็ตอนทานข้าว..เข้าห้องน้ำอาบน้ำ และนอนท่ามกลางกองหนังสือที่เปิดอ้าไว้แบบนั้น ทุกวัน ๆ ห้าม!ใครเข้าห้องด้วยสิเออ.(เข้าไม่ได้ด้วยสิ หนังสือกระจายเกลื่อนห้อง..)
...
โหดไปเปล่าเพ่..? ถ้ามดสอบไม่ติดล่ะ? จะได้เรื่องไหมนี่? ก็.คิด ๆ อยู่
แต่นั่นแหละ ทำให้ดีที่สุดก่อน หลอกตัวเองไปก่อนว่าต้องทำได้ เชื่ออย่างสุดใจสุดจิต เชื่อว่าต้องทำได้ก็ต้องได้ เท่านั้นโอกาสเป็นของคนที่มีความเพียร เพราะโง่จริงและบ้าบิ่นด้วยพร้อมสรรพ
เอาละ งั้นลองช่วยตัวเองให้ถึงที่สุดให้ดูก่อนแล้ว..แล้ว..สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงสงสาร สรุปว่างี้นะ...



0 件のコメント:
コメントを投稿