2011年7月31日日曜日

ความทรงจำวัยเด็ก






สิ่งดีดีวัยเด็กของฉันคือความสนุกอย่างอิสระ คุณพ่อคุณแม่แทบไม่เคยดุฉันแต่ที่มักถูกปรามบ่อย ๆ เห็นจะเป็นพี่ชายทั้งสองและลูกชายของพี่สาวคุณแม่อีกสองคนที่เป็นผู้นำกาลเล่นต่าง ๆ แบบผู้ชาย ๆ เช่นเล่นลูกแก้ว ยิงหนังสติ๊ก กระโดดข้ามโต๊ะขายของในตลาด ปีนต้นไม้ต่าง ๆ มากมาย ฉันไม่ค่อยได้เล่นอะไรตามประสาเด็กผู้หญิงแต่จะคอยมองสิ่งที่พี่ชายทั้งสี่และเพื่อน ๆ เขาทำกันมากกว่า และบางทีก็ทำตามเขาไม่ได้เช่นเวลาพวกพี่ ๆ เล่นบอลตอนนั้นก็จะได้แค่นั่งดูด้วยเท่านั้น(หลังโดนพี่พี่ดุว่าเกะกะ..) การมีพี่ชายมากแบบนี้ดีตรงบางคราวที่ฉันถูกเพื่อนชายแกล้งพี่จะเข้ามาขวางและปกป้องทุกครั้งไป
เวลาช่วงนั้นเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุดถ้าคิดในวันนี้ เช่นตอนนั้นแม้บ้านกลางเมืองก็ยังไม่มีไฟฟ้าใช้จำได้ว่าทุกเย็นพวกเราจะมานั้งคุยกันในความมืดหรือมีแค่แสงเดือนสลัว ๆ ที่ชานหน้าบ้านหลังอาหารเย็นเสมอ ๆ บางคราวก็มีคนเดินผ่านมาที่ถนนหน้าบ้าน พวกเราแต่ละคนก็ตะโกนพูดคุยสนทนากันตามประสาคนบ้านใกล้เรือนเคียง
และในวันนี้ฉันอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบกฎเกณฑ์ที่ทุกคนถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติตาม บางครอบครัวต้องคุยกันเป็นระบบต้องเลือกโอกาส สรรหาเวลา และสถานการณ์เพื่อคุยกัน ระบบการคบหาเพื่อนบ้านที่แทบไม่ค่อยรู้จักหน้าตากันก็จะพบพร้อมหน้ากันเดือนละครั้งในวันทำความสะอาดในละแวกบ้านและที่สาธารณะ
ประเทศไทยเรารู้จักคำว่าระเบียบแต่ไม่ถนัดกระทำอะไรเป็นระบบเหมือนประเทศนี้ นี่เป็นสิ่งแตกต่าง และความแตกต่างนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นนอกจากจะต้องทำตามระบบเป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตแล้วการฟื้นตัวของวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นและความเจริญขั้นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีปัจจุบันนั้นมีผลดีด้านวัตถุแต่เป็นผลลบด้านจิตใจมนุษย์ สร้างความตึงเครียดให้ทีละเล็กทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัวและความน่ากลัวตามมาคือสะท้อนให้มีลักษณะนิสัยโน้มเอียงในด้านลบตั้งแต่ความคิดการแสดงออกตลอดจนถึงการเลือกวิถีชีวิต และให้ความสำคัญกับสิ่งที่จับต้องได้คือวัตถุ แต่เข้าถึงสิ่งที่มองด้วยตาไม่เห็นคือจิตใจยากมากขึ้นเรื่อย ๆ การก้าวขึ้นไปข้างหน้าถ้าไม่มีปัญญารู้ทันความถดถอยที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นภายในจิตใจเรา ก็เปรียบได้กับการเดินสวนทางกับบันไดที่เลื่อนลง ถ้าก้าวขาได้ไม่ไวเท่าจังหวะลงของบันไดเลือน จิตใจมนุษย์เราก็จะถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ความเจริญดีไหมอยู่ที่เราจะใช้ใจรู้มากขึ้นตามมันทันหรือไม่นั่นแหละ


การสนทนาแบบนั้นในสังคมทุกวันนี้ลดเหลือน้อยเติมที
เป็นตัวอย่างที่ทำให้ฉันรู้อย่างชัดเจนว่าวิวัฒนาการสมัยใหม่นั้นไม่ใช่สิ่งดีดีเสมอไปและหากเราไม่มีความสมดุลในการใช้เราต้องได้รับผลเสียจากเทคนิคความก้าวหน้าใหม่ ๆ นี้แน่นอน
สมัยนั้นเราคุยกันท่ามกลางความมืดได้และเป็นความทรงจำอันประทับใจมาจนบัดนี้
สมัยนี้เพราะเราคุยกันใต้แสงไฟฟ้าบ้าน หน้าจอโทรทัศน์ บางคนก้มหน้าก้มตาเล่นเกมส์
อยู่และหัวเราะกับจอคอมพิวเตอร์
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมสังคมนี้จึงไม่ค่อยเข้าใจซึ่งกันและกันเราเข้าใจวัตถุรอบตัวมากกว่าเข้าใจคนใกล้


                     ก่อนจะเลยไปมากกว่านี้ วกมาเข้าเรื่องความทรงจำสมัยเด็กที่ดีดีของฉันต่อกันดีกว่า

0 件のコメント:

コメントを投稿